อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

ปัญหาระดับชาติของคนยุคใหม่ที่ทำให้นอยด์จนความเอ็นจอยในชีวิตหดหาย เวลาที่ส่งไลน์หาใครแล้วมันขึ้นว่า Read แต่ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ ประหนึ่งข้อความของเราหายไปกับสายลม แต่บางคนกลับมองว่า เอาวะ!อย่างน้อยเราก็รู้ว่า สารของเราส่งถึงคนรับ ดีกว่าไม่เปิดอ่านเลย อันนั้นดูเหมือนไม่แคร์สัตว์โลกยิ่งกว่า!

ตกลงการโดนอ่านไม่ตอบ กับข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลยแบบไหนมันดีกว่ากัน

Read

อ่านไม่ตอบดีกว่า เพราะว่าสารยังส่งถึงคนรับ

            ส่วนตัวจูนเลือกข้อนี้นะ อย่างน้อยข้อความที่เราส่งไป พอขึ้น Read เราก็อุ่นใจแล้วว่า โอเคคุณรับรู้ละนะ ยิ่งถ้าส่งปุ๊บเปิดปั๊บแม้ไม่ตอบแต่มันก็ฟินมากนะ ดูเหมือนคุณยังอยากรับสาร อารมณ์เหมือนได้บอกรักกับคนที่ชอบ ขอแค่ได้บอกก็พอ เหมือนยกภูเขาออกจากอก คุณจะรักตอบหรือไม่มันก็เรื่องของคุณ แต่ฉันได้บอกความนัยออกไปฉันโล่งแล้ว ฟินราเร่เฮฮาเหมือนปลาได้น้ำ ฉะนั้นส่งอะไรไปถ้าเขาอ่านแม้ไม่ตอบ จูนรู้สึกดีกว่าเขาไม่เปิดอ่านเลย!

ตุ๊กตูนออร์แกไนซ์สาวผู้มีนิสัยห้าวหาญตรงๆ แมนๆ เห็นด้วยในคำตอบนี้ นางให้ความเห็นว่า

“มันก็แล้วแต่ว่าเราเขียนไปว่าอะไร ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอ่านแล้วไม่ตอบ เราไม่ซี หรือถ้าเป็นประโยคคำถามมองในแง่ดีอาจจะลืมตอบ ทำอย่างอื่นไปด้วยเปิดอ่านไปด้วยก็เลยลืม ที่เลือกตอบข้อนี้เพราะรู้สึกดีกว่า เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ได้รับสารที่ส่งไปแล้ว แต่กับการที่เขาไม่เปิดอ่านเลย เหมือนส่งสารไปแล้วไม่ถึงมือผู้รับ”

ริชชี่พีอาร์สาวสุดมั่น ให้ความเห็นสั้นๆแต่ได้ใจความว่า

“ส่งอะไรไปก็ขอให้อ่านเถอะ! ไม่ตอบไม่ว่า แต่ถ้าเปิดอ่านเราสบายใจ!”

No read

   เสียใจน้อยกว่าถ้าไม่เปิดอ่าน

สาวๆ หลายคนเลือกตอบข้อนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาอาจจะยุ่งจนยังไม่ได้อ่าน หรือระบบการส่งข้อความอาจขัดข้องทางเทคนิค เขาอาจยังไม่ได้รับ ซึ่งตราบใดที่ข้อความยังไม่ขึ้นว่า Read พวกเธอเหล่านี้ก็รู้สึกว่า มันไม่เสียความรู้สึกเท่าการอ่านไม่ตอบหรอก!

มินดา นักบัญชีสาวพราวเสน่ห์ เลือกตอบข้อนี้พร้อมให้เหตุผลว่า

“อ่านไม่ตอบดูกวนตีนอ่ะ อ่านแล้วแต่ไม่ตอบคืออะไร ไม่เปิดอ่านยังมโนได้ว่าคงยังไม่ว่าง รู้สึกดีกว่าเยอะ”

ส่วนน้องเชอร์รี่ เลขานุการผู้มีงานอดิเรกคือการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับหนู การไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่า เพราะถ้าเขาเปิดอ่านแต่ไม่ตอบ มันเป็นการกระทำที่ดูเฉยชามาก เป็นสิ่งที่แสดงให้เรารู้ว่าเขาไม่อยากสานต่อ ไม่อยากคุย เราไม่ได้สำคัญสำหรับเขา แต่ถ้าเลือกมองอีกมุม การที่เขาอ่านแต่ไม่ตอบ คือเราได้บอก ได้ทัก ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำไปแล้ว และเขาก็รับรู้แล้วด้วย เราก็สบายใจเพราะได้ทำตามสิ่งที่อยากทำ ที่เหลือคือหน้าที่จัดการความรู้สึกแย่ๆของเราด้วยตัวของเราเองแค่นั้นพอ”

มาถึงพี่อุราร่า คอลัมนิสต์สุดแซ่บให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับพี่ไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่าค่ะ แต่จริงๆก็เจ็บทั้งคู่เนอะ เพราะไม่เปิดไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็น เขาอาจจะเห็นว่ามีข้อความจากเราแล้วเฉยๆ ไม่กดอ่าน อันนี้ก็เงิบได้ค่ะ”

เอาจริงๆก็ไม่มีใครอยากส่งข้อความไปแล้วโดนอ่านไม่ตอบ หรืออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดอ่านหรอกค่ะ ยิ่งเป็นคนที่สำคัญกับใจไม่มีใครโอหรอกจริงไหม และในเมื่อโทรศัพท์มันสามารถโทร.หากันได้ ไม่ใช่เป็นแค่แท่งสี่เหลี่ยมไว้รับส่งข้อความ แนะนำว่าถ้าเป็นประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ หรือถ้าอยากคุยจริงๆ โทร.เถอะค่ะเพื่อชีวิตที่ดีกว่า!!

…อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านตอบข้อไหนกันคะ อ่านแต่ไม่ตอบ หรือข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลย?

ที่มา>>>Sanook

8 อาหารปลุกพลัง “เซ็กซ์” ในตัวคุณ

8 อาหารปลุกพลัง “เซ็กซ์” ในตัวคุณ

วันนี้ Sanook! Men มีอาหาร 8 ชนิดที่มีส่วนช่วยให้เซ็กซ์คุณดีขึ้นมาฝาก ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย รับรองว่าหาซื้อง่ายราคาไม่แพงแน่นอน

1. หอยนางรม เป็นอาหารทะเลที่มีปริมาณแร่ธาตุสังกะสีอยู่ในปริมาณที่สูงมาก จึงทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ในหอยนางรมยังมีโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเพศ ทั้งนี้หอยนางรมยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบได้อีกด้วย

2. ช็อกโกแลต สามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและสร้างความพึงพอใจ เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสาร เมทิลแซนไทน์ ซึ่งมีผลต่อหัวใจ และระบบประสาท เมื่อรับประทานช็อกโกแลต จึงรู้สึกคึกคัก เล่ากันว่า นักรักชื่อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา ก็กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ ด้วยเช่นเดียวกัน

3. กระเทียม พืชสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตบริเวณอวัยวะเพศชายไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ แต่หากหนุ่มๆคนไหนไม่สามารถทนกลิ่นกระเทียมดิบๆ ได้ ลองมองหากระเทียมในรูปแบบแคปซูลมากินก็ได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้นอกจากช่วยเรื่องเพศแล้วกระเทียมยังช่วยแก้ปัญหาผมหลุดร่วง รักษาสิว รักษาโรคหวัด และควบคุมน้ำหนัก ได้อีกด้วย

4. แตงโม ผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เนื่องจากในแตงโมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าซิทรูลีนจึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้เมล็ดแตงโมยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม สังกะสี กากใยอาหาร ฯลฯ

 5. อะโวคาโด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมาก ทำให้ดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ทั้งนี้กรด โฟลิค ที่มีในผลอะโวคาโดยังช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

6. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามิน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพละกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากการวิจัยยังพบว่า กล้วย เป็นผลไม้ ที่มีส่วนช่วยบำรุงเซ็กซ์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีสารอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาลแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุโปรแตสเซียม ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

7. ทับทิม อุดมสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด จึงช่วยในเรื่องผิวพรรณได้ดี ที่สำคัญสามารถช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ส่งผลให้น้องชายแข็งแรงไม่ห่อเหี่ยวก่อนวัยอันควร

8. สตรอเบอร์รี่ ผลไม้สุดโปรดของสาวๆ แต่หนุ่มๆ ก็ควรกินอย่างยิ่งนะครับ เพราะผลไม้ชนิดนี้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและป้องกันการเกิดโรคหวัดและภูมิแพ้ได้อีกด้วย นอกจากนี้มีงานจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มได้

นอกจากอาหารที่ผมนำมาแนะนำในวันนี้ อย่าลืมกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หลีกเลี่ยงของมัน ของหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้คุณหนุ่มๆ ก็จะมีสุขภาพดีแล้ว

ที่มา>>>Sanook

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้นอาการคันจุดซ่อนเร้น เป็นอาการหนึ่งที่สาวๆ มักจะเจอบ่อยๆ และก็สร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ ได้เป็นอย่างมาก แต่เอ๊ะ!! แล้วอาการคันตรงจุดซ่อนเร้นนี่เป็นเพราะอะไรกันนะ จะเป็นอันตรายหรือเปล่า เราจะพาคุณสาวๆ ไปหาสาเหตุกัน

 

เกิดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด

เมื่อเกิดแบคทีเรียในช่องคลอด จะมีตกขาวที่ผิดปกติที่มีสีเหลืองข้นและมีกลิ่นเหม็นอย่างมาก แถมยังอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอดและอวัยวะเพศอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดแบคทีเรียในช่องคลอดนั้น เป็นเพราะการโกนขนและการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะ จึงทำให้แบคทีเรียดีๆ ถูกกำจัดไปและมีแบคทีเรียร้ายๆ เข้ามาแทนที่นั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น
เครียดจัด
ความเครียด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จุดซ่อนเร้นมีอาการคันเช่นกัน เพราะความเครียดจะทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล และการที่ฮอร์โมนแปรปรวนนี่เอง จึงทำให้เกิดอาการคันขึ้นมา แต่หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ล่ะก็ แค่ลดความเครียดลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปแน่นอน

 

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ นับว่าเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงพอสมควร เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าได้ติดเชื้ออะไรมาจากการมีเพศสัมพันธ์บ้าง แถมยังมีหลายโรคที่ก่อให้เกิดอาการคันอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากมีอาการคันจุดซ่อนเร้น หลังจากเพิ่งมีเซ็กส์มาไม่กี่วัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าคุณได้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์มาหรือไม่และเป็นโรคอะไร จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

 

ติดเชื้อยีสต์ candida

Candida เป็นยีสต์ประเภทหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดเชือราตรงจุดซ่อนเร้นได้ง่าย และเป็นสาเหตุของอาการคันที่เกิดขึ้นตรงอวัยวะเพศนั่นเอง ซึ่งในกรณีที่ติดเชื้อยีสต์นั้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะเชื้อรามักจะรักษาให้หายขาดได้ยาก และอาจลุกลามไปยังจุดอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งการรักษานั้นอาจจะต้องทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนเลยทีเดียว

เป็นโรคผิวหนัง

โรคผิวหนัง ไม่ได้เกิดที่แขนขา หรือบริเวณหลังอย่างเดียวเท่านั้นนะ แต่ที่อวัยวะเพศของคนเราก็อาจเป็นโรคผิวหนังได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากมีอาการคัน ร่วมกับผื่นแดง หรืออาการอื่นๆ ให้สงสัยได้เลยว่า คุณอาจจะเป็นโรคผิวหนังก็ได้ ซึ่งก็ควรพบแพทย์ด่วนเช่นกัน

เมื่อมีอาการคันที่น้องสาว โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด เพราะอาการคันนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ที่อาจเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นอย่าวางใจเมื่อเกิดอาการคันที่น้องสาวเป็นอันขาด

ที่มา>>>Sanook

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook

3 สมุนไพรมหัศจรรย์แก้อาการ “ปวดเข่า”

อาการปวดเข่ามักเกิดขึ้นกับคนที่กระดูกไม่แข็งแรง สูงอายุ หรืออาจจะมีน้ำหนักตัวมาก (หรือที่เรียกว่าอ้วนนั่นแหละ) ใครที่ปวดเข่าคงทราบดีว่าทรมาน และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถ้าเราจะบอกว่ามีสมุนไพรมหัศจรรย์ 3 ชนิด ที่จะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ คุณจะลองไหม? ถ้าอยากรู้ว่าเป็นผลไม้อะไร ตาม Sanook! Health มาเลยค่ะ1. ลำไย

สิ่งที่ดีงามของลำไยที่จะช่วยแก้ปวดเข่า คือ เมล็ดค่ะ นำเมล็ดลำไยสดมาประมาณ 20 เมล็ด มาทุบให้แตก แล้วนำไปแช่ในเหล้า 40 ดีกรีให้ท่วม (1 ขวด) ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็นำเฉพาะน้ำมาทาบริเวณหัวเข่า หรือบริเวณที่ปวด วันละ 1-2 ครั้ง

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณหลายอย่าง รวมไปถึงการบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี การใช้ขิงบรรเทาอาการปวดก็ง่ายๆ โดยการจิบชาขิง หรือดื่มน้ำอุ่นที่ฝานขิงใส่ลงไป 15 นาที นอกจากอาการปวดเข่าปวดข้อจะดีขึ้นแล้ว ยังชื่นใจชุ่มคออีกด้วย แต่หากใครอยากรักษาอาการปวดเข่าจากภายนอก ลองนำขิงบิดละเอียดผสมน้ำมันมะกอกมาพอกบริเวณเข่าที่ปวด 10-15 นาทีก็ได้

 

3. ขมิ้น

ขมิ้นไม่ได้มีสรรพคุณแค่บำรุงผิวให้สวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรักษาอาการปวดเข่าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นำผงรากขมิ้นมาประคบบริเวณที่ปวด

ถึงแม้อาการปวดเข่าจะบรรเทาลงได้ด้วยสมุนไพรไทยหาได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วหากมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างถาวรจะดีที่สุดนะคะ

ที่มา>>>ข่าวสด

เทคนิคพิชิตหนี้บัตรเครดิต ฉบับมนุษย์เงินเดือน

จะดีกว่าไหม หากเรารู้ทันและรู้ทางด้วย “4 เทคนิคพิชิตหนี้บัตรเครดิต”

เพื่อเอาชนะหนี้ของตัวเองให้ทันเวลา ดังนี้

1เตรียมหลักฐานทางการเงินให้พร้อม

หลายคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์การขออนุมัติ สินเชื่อจากธนาคารต่างๆ เพื่อนำเงินทุนที่ได้มา เติมเต็มความฝันของตนเอง แต่บางครั้งอาจมีทั้ง สมหวังและผิดหวัง เพราะธนาคารก็ต้องพิจารณา สถานะทางการเงินของผู้ขอสินเชื่ออย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้จนเกิดหนี้เสีย ตามมาเช่นกัน

2วางแผนจัดสรรรายได้-ค่าใช้จ่าย

เริ่มต้นจากปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง หยุดใช้
จ่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็น จากนั้นจัดสรรเงินรายได้ให้เหมาะสม
โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรกสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ เช่น
ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถประกันชีวิต เงินก้อนที่สองสำหรับ
ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เงินที่เหลือก้อนสุดท้ายนำไปใช้หนี้บัตรเครดิตโดยพยายามจ่ายให้ได้มากที่สุด และไม่ควรจ่ายเฉพาะยอดขั้นต่ำ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ ในระยะยาวได้

3ทยอยใช้หนี้ให้เร็วที่สุด

โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดก่อน โดยเราต้องทราบว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตมีอัตราสูงสุดถึง 20% ต่อปี และยอดหนี้จะเพิ่มขึ้นได้ตามระยะเวลาที่เป็นหนี้ การที่เราไม่จ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตให้เร็ว ก็จะทำให้เกิดภาระหนี้จากดอกเบี้ย ที่งอกเงยจนบางครั้งกลายเป็นดินพอกหางหมู จนเกิดความท้อแท้ไม่รู้ว่าจะชำระหนี้อย่างไรให้หมดได้ซักที

ตัวอย่าง : การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการไม่เต็มจำนวน
หากเรารูดบัตรเครดิตซื้อสินค้า เมื่อวันที่ 1 เมษายน จำนวน 20,000 บาท โดยสรุปยอดรายการทุกวันที่ 10 ของเดือน และมีกำหนดชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน ทำให้วันที่ 10 เมษายน ธนาคารสรุปยอดเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท เราจึงนำเงินไปชำระขั้นต่ำจำนวน 2,000 บาทในวันที่ 30 เมษายนซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระ

วิธีคำนวณดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
= (ยอดรายการใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อปี x จำนวนวันในงวด)/จำนวนวันใน 1 ปี

จะเห็นว่าถึงแม้เราจะจ่ายเงินครบตามใบสรุปยอดรายการไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม แต่ก็จะยังมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมค้างจากวันที่ 11 พฤษภาคมถึงวันที่ 29 พฤษภาคม (วันก่อนกำหนดชำระเงิน 30 พ.ค.) ดังนั้น สถาบันการเงินจึงมีการแจ้งยอดรายการอีกครั้ง ในวันที่ 10 มิถุนายนอีกจำนวน 187.40 บาท

 ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ ควรชำระบัตรเครดิตยอดเต็มจำนวนทุกงวด เพื่อไม่ให้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตั้งแต่วันที่ ใช้บัตรจนถึงก่อนวันที่เราชำระเงิน แต่หากไม่มีความสามารถจริงๆ อย่างน้อยก็ควรชำระยอดขั้นต่ำ เพราะหากผิดนัด ชำระหนี้เกิน 3 เดือน นับจากวันครบกำหนดชำระ ธนาคารจะมิสิทธิยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของเราได้ทันที และหากมีการ ทวงถามการชำระอยู่เรื่อยๆ อาจต้องติด Black list หรือถูกฟ้องร้อง จนไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้อีก

4เจรจากับธนาคารเจ้าหนี้
หากมีปัญหาหนี้บัตรเครดิตมากเกินกว่าที่จะชำระหมดได้ ให้ลองติดต่อเข้าไป พูดคุยกับทางธนาคารเพื่อหาทางประนอมหนี้ โดยตกลงกันว่าวิธีการชำระเงิน แบบไหนที่จะทำให้เราสามารถชำระหนี้ได้ อย่าปล่อยให้เนิ่นนานเพราะธนาคาร อาจจะส่งฟ้องศาลจนเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ ตามมา

หากเราพลาดเป็นหนี้บัตรเครดิตไปแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการก็คือ การตั้งเป้าหมายว่าจะไม่เป็นหนี้ หยุดใช้บัตรเครดิตมาสร้างหนี้เพิ่ม และวางแผนการเงินให้ดีว่าจะชำระหนี้บัตรเครดิตอย่างไร หากพบปัญหาและอุปสรรคในหนี้บัตรเครดิต ก็ควรพูดคุยกับทางธนาคาร เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นระบบจนทำให้เราสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ในที่สุด

ที่มา>>>Sanook

ร้อนใน เกิดจากอะไร? แก้ร้อนใน และป้องกันอย่างไร?

ร้อนใน เกิดจากอะไร? แก้ร้อนใน และป้องกันอย่างไร?

ปัญหา “ร้อนใน” หลายคนคงจะเคยประสบพบเจอมาบ้าง โดยที่จู่ๆ ก็เป็นแผลขึ้นมาในปาก ข้างกระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น และส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร Sanook! Health จึงหาคำตอบมาให้เพื่อนๆ ทราบกันค่ะ

ร้อนใน คืออะไร?

ร้อนใน เป็นอาการที่พบแผลเปื่อยในช่องปาก อาจจะเป็นกระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปากได้ ขนาดของแผลอาจเล็กระดับไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงเซนติเมตรได้ และอาจพบมากกว่า 1 แผลได้เช่นเดียวกัน โดยแผลเหล่านี้จะมีอาการแสบ ทำให้ทานอาหารไม่สะดวก

ร้อนใน เกิดจากอะไร?

สาเหตุของร้อนใน มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ที่พบมากคือ

–           กรรมพันธุ์

–           ความเครียด

–           เผลอกัดโดนเนื้อเยื่อข้างกระพุ้งแก้ม

–           แพ้สารเคมีต่างๆ เช่น สารเคมีจากยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

–           แพ้อาหารบางชนิด

–           ขาดวิตามิน และเกลือแร่บางชนิด เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี

–           ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

–           ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคเริม

–           แปรงฟันแรงเกินไป จนเกิดบาดแผล

–           ดื่มน้ำน้อย

–           ร่างกายขาดสารอาหาร

–           ทานอาหารรสจัดมากเกินไป

–           ทานอาหารทอดมากเกินไป

–           สูบบุหรี่

–           ท้องผูก

–           ร่างกายเกิดความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน อาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเสียสมดุล

–           ช่วงที่ผู้หญิงกำลังมีประจำเดือน อาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดร้อนในได้

ร้อนใน อันตรายไหม?

การเป็นร้อนใน นอกจากจะเกิดอาการเจ็บแสบมาก ทำให้การขยับริมฝีปาก หรือทานอาหารเป็นไปได้อย่างยากลำบากแล้ว ก็ไม่มีพบอันตรายใดๆ มากไปกว่านี้ เพราะโดยส่วนใหญ่แผลร้อนในอาจหายได้เอง หรือหากไม่อยากทรมานนานก็สามารถใช้ยาช่วยให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้นได้ แต่ที่สำคัญคืออย่าให้แผลติดเชื้อ เพราะอาจทำให้แผลอักเสบ และใช้เวลารักษานานขึ้น ยากขึ้น

วิธีแก้ร้อนใน

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า แผลร้อนในเล้กๆ สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากมีแผลร้อนในขนาดใหญ่ หรืออยากให้หายไวๆ สามารถรักษาได้ดังนี้

1. บ้วนน้ำเกลือ ให้น้ำเกลือโดนบริเวณแผล น้ำเกลือจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ บวม แดง ได้

2. ยาทาแก้ร้อนใน โดยเป็นกลุ่มของตัวยาสเตียรอยด์ ชนิดทา เพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวม อาจเป็นยาน้ำ ขี้ผึ้ง หรือเป็นยาที่ใช้บ้วนปาก

3. สมุนไพรฤทธิ์เย็น มีหลายอย่างที่มีฤทธิ์รักษาอาการร้อนใน เช่น ใบบัวบก มะระขี้นก ว่านรางจืด แตงกวา ผักกาดขาว หัวไชเท้าเก๊กฮวย รากบัว หล่อฮังก๊วย เป็นต้น ดื่มน้ำสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้ (แต่อย่าผสมน้ำตาลมากเกินไป)

วิธีป้องกันร้อนใน

1. ไม่ทานอาหารรสจัด และของทอดมากเกินไป

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน วันละ 6-8 แก้ว

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป

5. รักษาความสะอาดภายในช่องปากอย่างระมัดระวัง ไม่แปรงฟันแรงเกินไป

6. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

7. หมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อรีบพบแพทย์ทันทีหากมีความจำเป็น

ที่มา>>>Sanook

“กระเจี๊ยบเขียว” กินง่ายถ่ายคล่อง ยาวิเศษของคนท้องผูก

“กระเจี๊ยบเขียว” กินง่ายถ่ายคล่อง ยาวิเศษของคนท้องผูก

ปัญหาท้องผูกเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยนะคะ และบางทีก็ไม่ใช่ปัญหาเล่นๆ เสียด้วย นอกจากไม่สบายตัว ไม่สบายท้องแล้ว หากไม่ถ่ายนานๆ จะมีโรคตามมาอีกหลายโรค เช่น ริดสีดวงทวาร เป็นต้น หลายคนจึงเสาะแสวงหาสูตรเด็ดเคล็ดลับยาระบายต่างๆ มาทานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว พืชผักราคาสบายกระเป๋าของบ้านเรานี่แหละค่ะ ดีที่สุด

เฟซบุ๊คแฟนเพจ ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว เปิดเผยว่า บางคนทานกระเจี๊ยบเขียวแล้วถ่ายคล่องขึ้น เพราะเมือกลื่นๆ ในไส้ในของฝักกระเจี๊ยบ หากมีบางส่วนที่ทานเข้าไปแล้วมันไม่ย่อยสลายหายไป ตกลงไปจนถึงในส่วนของลำไส้ใหญ่ ไปจ๊ะเอ๋ผสมปนเปกับอุจจาระ ก็จะทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น เราก็ถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะนอกจากจะช่วยเรื่องขับถ่ายแล้ว ยังมีงานวิจัยที่บอกว่า กระเจี๊ยบเขียว ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย นอกจากนี้เมือกลื่นๆ ที่ว่านี่ยังทำให้กระเพาะลื่นเสียจนเชื้อที่ทำให้เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารเกาะไม่ติดอีกต่างหาก เห็นข้อดีของมันขนาดนี้ ฝรั่งจึงนำเมือกวิเศษนี้มาบรรจุขวดขายเป็นยากันจริงจัง แต่สำหรับคนไทยอย่างเรา มีพืชผักดีๆ ราคาไม่แพงให้ซื้อทานกันสดๆ ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว จริงไหมคะ

จากประสบการณ์ของเราโดยตรง กระเจี๊ยบเขียวต้ม หรือลวก ทานกับน้ำพริกว่าอร่อยแล้ว หากนำไปปิ้งย่างบนเตาให้พอสุก จิ้มน้ำจิ้ม หรือทานกับเนื้อสัตว์เวลาทานปิ้งย่าง ยิ่งอร่อยจนบอกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ แต่หากใครอยากทานตามแบบเราล่ะก็ เพลาๆ มือในการหยิบเนื้อ หยิบหมูมาย่างทานกันหน่อยนะคะ ทานแต่น้อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ท่องไว้ให้ขึ้นใจด้วยล่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

อะไรจะง่ายขนาดนั้น ! รวมวิธี ‘พิชิตความเครียด’ ในที่ทำงาน !

ทำงานอาทิตย์ละ 5-6 วันไม่พอ บางวันยังต้องรู้สึกกดดันแบบสุดๆ ทั้งกับเจ้านาย หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง แน่นอนว่ามันก็ต้องมีความเครียด (สะสม) อาจพ่วงมาด้วยปวดหัวไมเกรนกันบ้าง แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ? วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ประชุมกันสรุปรวบยอดได้ 4 ทางออกง่ายๆ มาฝากกัน รับประกันว่ามันจะสลายความเครียดต่างๆ ให้หายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ !

เปลี่ยนซะ มองเรื่องแย่ๆ ในมุมใหม่กิ๊กซะบ้าง 

ก็เหมือนการเปลี่ยนมุมมองของคุณซะใหม่นั่นแหละ ไม่ต้องไปกดดันมันทุกเรื่อง จำไว้ว่า “อาวุธสำหรับต่อกรกับความเครียดที่ดีที่สุด นั่นก็คือ มุมมองของคนเราในการเลือกว่าจะคิดแบบไหน” คุณอย่ามองข้ามพลังของความคิดบวกเป็นอันขาด ไม่ใช่ว่าโดนกดดันนิด หรือโดนด่าหน่อย ก็ต้องหดหู่ เศร้าใจ หรือสิ้นหวัง แต่คุณลองผลักดันสิ่งเหล่านั้นให้ออกมาเป็นพลังบวกดูสิ ในทางกลับกัน หากความคิดคุณติดลบ นั่นจะพลอยทำให้ความมั่นคงทางจิตใจสั่นคลอน และความเครียดจะจู่โจมได้มากขึ้น

ฉะนั้นแล้วจะสุขหรือจะทุกข์ คุณสามารถเลือกได้จากความคิด อยู่ที่ว่าคุณจะมองมุมไหน อย่างไร … ลองดูสิ แล้วชีวิตคุณจะมีแต่เรื่องดีๆ ที่ไม่แย่เกินไป !ระบายให้เพื่อนๆ ฟังบ้าง จะได้ไม่เครียดเกินไป

หากระโถนท้องพระโรง ระบายให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวฟังบ้าง
อย่าเก็บความเครียดไว้คนเดียว เพราะนั่นอาจส่งผลให้คุณเครียด และกดดันตัวเองมากกว่าเดิม มีผลวิจัยของการสแกนสมอง ชี้ชัดว่าเมื่อคนเรารู้สึกเจ็บปวดทางใจ และทางกาย วงจรในสมองส่วนเดียวจะสว่างขึ้น ทว่าเมื่อเจ้าตัวได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในชีวิตประจำวัน วงจรนั้นจะเริ่มทำงานช้าลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงควรหาเพื่อนที่ดีไว้สักคน (หรือคนในครอบครัวก็ดี) เพื่อปรับทุกข์ หรือขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ คนรอบข้างตัวคุณเหล่านี้จะช่วยคลายความกังวลให้คุณไม่มากก็น้อยอย่าจมอยู่กับตัวเอง คิดในแง่บวกเข้าไว้ !

คิดบวกซะบ้าง นึกถึงแต่เรื่องดีๆ

ใช่ว่าพอโดนกดดัน โดนด่า หรือเครียดมากๆ ทุกอย่างรอบๆ ตัวจะต้องดูหดหู่ น่าเบื่อซะเมื่อไร คุณลองคิดถึงเรื่องดีๆ เข้าไว้สิ อย่างเช่น เมื่อผลงานของคุณสำเร็จ หัวหน้าจะชื่มชมคุณอย่างไร เขาอาจจะไว้วางใจคุณให้ทำเรื่องยากๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ๆ ก็ได้ อย่าไปคิดว่าชีวิตนี้คุณจะไม่เจอเรื่องดีๆ เลย อย่างน้อยก็น่าจะเจอเรื่องดีๆ บ้างในแต่ละวัน มองทุกอย่างบวกเข้าไว้ แล้วมันจะเป็นแรงผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า

จำไว้ว่า อย่าจมอยู่กับตัวเอง และปล่อยให้ความเครียดเปลี่ยนตัวคุณให้กลายเป็นมลพิษต่อคนรอบข้าง แบบนี้นอกจากมันจะไม่เวิร์กแล้ว ยังส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีกด้วยนะ … ชีวิตยังมีแง่มุมที่สวยงาม คิดบวกเข้าไว้ เชื่อสิแค่นี้ก็ทำให้คุณยิ้มได้แล้ว !จ็อกกิ้งเบาๆ ช่วยลดความเครียดได้

เสียเหงื่อลดเครียด

วิธีสุดท้าย และสุดเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่คุณจะหายเครียด (เห็นผลทันที) ทว่ายังช่วยเฟิร์มร่างกายให้แข็งแรงอย่างเฮลตี้-ได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถม คุณรู้ไหมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความเครียด และเพิ่มความเติบโตของเซลล์สมองใหม่ๆ ได้ ฉะนั้นทางที่ดี แม้คุณจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่คุณก็ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมกับความเครียดในแต่ละวัน เราแนะนำว่าคุณควรหมั่นออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำทุกวัน หลังเลิกงาน อย่างน้อย 1 ชม. ไม่ว่าจะเป็น จ็อกกิ้ง ปั่นจักรยานชิลๆ หรือว่ายน้ำก็ดี นอกจากความเครียดสะสมจะหายไป ได้ผ่อนคลายสมองหลังจากใช้งานมาอย่างหนักทั้งวันแล้ว หุ่นของคุณยังเฟิร์มเป๊ะขึ้น ตลอดจนยังช่วยให้คุณนอนหลับสบายแบบเต็มที่ตลอดคืนด้วย.

ที่มา>>>Thairath

ฮามาก ! มาดูข้อแตกต่างของคนเกาหลีที่อยู่เมืองไทย 1 ปี กับ 10 ปี

 * ฮามาก ! มาดูข้อแตกต่างของคนเกาหลีที่อยู่เมืองไทย 1 ปี กับ 10 ปี *

คนเกาหลีที่อยู่เมืองไทย

ตามมาชมคลิปข้อแตกต่างของคนเกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 1 ปี กับคนเกาหลีที่อยู่มา 10 ปี ขำหนักมาก

มีคลิปฮา ๆ จากเกาหลีมาให้ชมกันอีกแล้ว สำหรับช่อง 오빠까올리TV(โอ๊ปป้าเกาหลีTV) โดยคราวนี้เป็นคลิปของคนเกาหลีที่อยู่เมืองไทย 1 ปี กับอยู่มานานถึง 10 ปีว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคนที่อยู่ 1 ปี จะทักทายได้แค่ง่าย ๆ พูดสวัสดีครับ แนะนำตัวธรรมดา มีการใช้เพลงกังนัมสไตล์ในการทักทาย แต่พออยู่ 10 ปีเท่านั้นล่ะ พูดแนะนำตัวได้อย่างชิล ๆ พร้อมร้อง-เต้นเพลง แน่นอก ของสาว ใบเตย อาร์สยาม ได้ด้วย

แต่ที่เด็ดที่สุดคือการด่าของคนเกาหลีที่อยู่เมืองไทย 1 ปี กับ 10 ปี แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดูแล้วฮาท้องแข็งเลย ว่าแล้วก็ตามไปชมคลิป ที่วันนี้ (19 มีนาคม 2559) กระปุกดอทคอม นำมาฝากกันแบบเต็ม ๆ ได้เลย ขอกระซิบเบา ๆ ว่าโอ้ปป้าหล่อมาก

ภาพและข้อมูลจาก 오빠까올리TV(โอ๊ปป้าเกาหลีTV)