อันดามันประกาศปิดอ่าววันแรก เข้าสู่ฤดูสัตว์น้ำวางไข่

อันดามันประกาศปิดอ่าววันแรก เข้าสู่ฤดูสัตว์น้ำวางไข่ เรือใหญ่จอดขึ้นปลาที่ท่าตามปกติ ส่วนเรืออวนครอบปลากะตักขนาดเล็ก ทยอยจอดลอยลำ เจ้าของเรือโอดต้องกู้หนี้เพิ่ม อุ้มแรงงานช่วงหยุดเรือ

จากกรณีที่มีการประกาศใช้มาตรการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลาที่มีไข่และวางไข่เลี้ยงลูก ประกาศปิดอ่าวฝั่งอันดามัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.ในอาณาเขตพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนใน 4 จังหวัด คือจ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ตรัง ซึ่งกำหนดห้ามใช้เครื่องมือในการทำประมงบางชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับบรรยากาศวันแรก ในการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวบริเวณท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาภูเก็ต ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 59 พบว่า ยังมีเรือประมงจำนวนมาก เข้าจอดเทียบท่า นำปลาขึ้นยังท่าตามปกติ ขณะเดียวกันพบว่า มีเรือประมงขนาดเล็กเข้าจอดลอยลำในท่าเพิ่มมากขึ้น

จากการสอบถาม นางกาญจนา หลิมพานิชย์ ผู้ประกอบการเรือประมงอวนดำ กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวนั้น ไม่กระทบกับเรือประมงขนาดใหญ่ เพราะออกไปจับปลาบริเวณนอกอ่าวในจุดที่น้ำลึก และเห็นด้วยที่ออกมาตรการนี้มา ซึ่งเป็นผลดีต่อการวางไข่ของปลา แต่มีเรือเล็กจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบ เพราะหาปลาในบริเวณน้ำตื้น ของตนเองมีเรือขนาดเล็กก็นำจอดเข้าฝั่งไม่ออกจับปลาตามมาตรการ

ด้านนายสมชาย แก้วสีเหลือง อายุ 50 ปี ผู้ประกอบการเรือประมงอวนครอบปลากะตัก กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆ ชาวประมงหลายราย ที่มีเรือประมงอวนครอบปลากะตักขนาดเล็ก ขนาด 20-30 ตันกรอส นั้นได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถจับปลาในบริเวณใกล้อ่าวได้ ต้องหยุดเรือและนำเข้าจอดลอยลำ เนื่องจากเรือขนาดเล็กนั้นไม่สามารถออกไปบริเวณน้ำลึกได้นาน เพราะหากมีคลื่นลมแรง จะไม่สามารถจับปลาได้ ทั้งนี้ ในส่วนของทะเลอันดามันนั้น มีน้ำลึกและคลื่นลมแปรปรวนกว่าฝั่งอ่าวไทย ทำให้มีหลายรายที่ต้องหยุดทำประมง ไม่มีรายได้ แต่ก็ต้องเคารพในมาตรการของทางภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการประมงหลายประเภทยังกังวล เรื่องมาตรการใหม่ที่ภาครัฐเพิ่งออก และเริ่มบังคับใช้ ทั้งในส่วนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ที่ประกอบอาชีพประมง 2 ปี ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนแรงงานเกือบ 7 พันบาท ต่อแรงงาน 1 คน แต่แรงงานที่ขึ้นทะเบียนมักละเมิดหรือผิดสัญญา หนีงาน ไม่สามารถออกเรือจับปลาได้ และอีก 1 มาตรการที่กังวล คือ มาตรการควบคุมเรือที่ออกทำประมงได้ไม่เกิน 205 วันต่อปี ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 13 วัน ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านแรงงานสูง เกิดการกู้หนี้ยืมสินมาหมุนเวียนจนรายได้ติดลบ อยากให้ทางภาครัฐเข้ามาดูแลเยียวยา ก่อนที่ผู้ประกอบการจะแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องขายเรือทิ้ง.

ที่มา>>>Thairath

เหลือเพียบ! แม่ค้าโคราช-อ่างทองครวญ ลอตเตอรี่งวดนี้ขายไม่ดี

เงียบเหงา!! บรรยากาศวันหวยออก แผงค้าลอตเตอรี่ทั้ง จ.โคราช-จ.อ่างทอง แห่ลดราคาให้ลูกค้า แม่ค้าบ่นขายไม่ดี เหลือเพียบ ขณะที่เลขดังทะเบียนรถนายกฯ ประยุทธ์ กลับขายดีเกลี้ยงทุกแผง…

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 59 ที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ ตั้งแต่ช่วงเช้าบรรยากาศตามที่บริเวณถนนจอมพล ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีกว่า 100 แผง พบว่าหลายแผงยังคงมีสลากเหลือในแผงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ค้าสลากส่วนใหญ่หลายรายยังคงติดป้ายราคาอยู่ที่ 80 บาท แต่ถ้าซื้อ 2 ใบได้รับลดราคาเหลือจำนวน 150 บาท และมีเพียง 10 รายที่ต้องพากันติดป้ายลดราคาสลากเหลือฉบับละ 75 บาท ทำให้ขายดิบขายดีใกล้จะหมดแผงเร็วกว่าแผงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าเตรียมป้ายราคา 70-75 บาท ไว้ในช่วงบ่ายก่อนจะออกรางวัล เนื่องจากรู้ดีว่าลอตเตอรี่ในงวดนี้เหลือมากกว่าทุกงวด

ชาวบ้านซื้อลอตเตอรี่ในวันหวย ออก 1 เม.ย. 2559

ส่วนเลขดังเป็นเลขป้ายทะเบียนรถเบนซ์ 2 คันของนายกรัฐมนตรี คือ เลข 29 ปรากฏว่ามีพี่น้องประชาชนแห่ไปถามหากันจ้าละหวั่น หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ขณะนี้ทุกแผงไม่มีหลงเหลือแล้ว นอกจากนี้ เป็นช่วงเงินเดือนออกมีพี่น้องประชาชนมาเสี่ยงโชคกันคึกคัก และเป็นช่วงเทศกาลเชงเม้งการกราบไหว้บรรพบุรุษตามสุสานต่างๆ ใน จ.นครราชสีมา เช่น สุสานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ้ง สว่างเมตตาธรรมสถาน และมูลนิธิฮุก 31 นครราชสีมา มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายลอตเตอรี่ไปจำหน่ายให้ถึงที่ในราคา 80 บาท แต่มีการขอหน้าตาเฉยว่า ขอค่าเดินค่าเหนื่อยค่าน้ำดื่มเพิ่ม 10 บาท ซึ่งประชาชนที่กำลังเซ่นไหว้ก็ซื้อเลขหลุมของบรรพบุรุษกันคึกคัก ขณะที่ผู้ค้าบางส่วนก็ยอมรับว่า ที่ขายไม่หมดจะเก็บไว้ลุ้นรางวัลเองส่วนหนึ่ง ซึ่งจากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าขายสลากหลายรายบอกว่า ตามปกติจะขายสลากได้หมดก่อนวันหวยออก แต่งวดนี้เหลือมากกว่า 3-4 งวดแล้วที่พ่อค้าแม่ค้าขายสลากไม่หมด ทั้งนี้ พ่อค้าแม่ค้าสลากเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ลอตเตอรี่เหลือจำนวนมาก เป็นเพราะรัฐบาลเพิ่มจำนวนมาก

ลอตเตอรี่เหลือเป็นจำนวนมาก พ่อค้า-แม่ค้า คาดขาดทุนแน่

 ขณะที่ จ.อ่างทอง บรรยากาศการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอ่างทอง ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในจังหวัด และตามร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในตลาด ก่อนที่จะมีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วงบ่ายของวันนี้ พบว่าประชาชนเริ่มทยอยกันมาเลือกชมเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อหวังนำไปเสี่ยงดวงกันอย่างบางตา

แม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลหลายรายกล่าวว่า งวดนี้สลากกินแบ่งรัฐบาลคงจะขายไม่ออก เหลือเหมือนกับงวดที่ผ่านมา แม่ค้าฉลากหลายรายเหลือที่แผงกว่า 100 ใบ ต้องแบกภาระเก็บเอาไว้เสี่ยงดวงกันเอง หากจะลดราคาขายลงมา ก็เกรงว่าจะกระทบกับผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยกันเอง แต่ก็ยังหวังว่าจะจำหน่ายสลากกินแบ่งหมดก่อนที่จะออกรางวัล

แม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ขายลอตเตอรี่งวดนี้ไม่คึกคัก

ด้าน น.ส.ขันธาฐนิดา ท้ายเงิน อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/36 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง แม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกว่าการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดนี้จะดีกว่างวดที่ผ่านมา เนื่องจากงวดที่ผ่านมามีลูกค้าหลายรายซื้อไปแล้ว ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 3 ตัวหน้า ได้รับเงินไปหลายแสนบาท เมื่อลูกค้ารู้จึงแห่มาซื้อที่แผงของตนเองเป็นจำนวนมาก หรือลูกค้าคนใดต้องการที่จะเหมาตนเองก็ยินดีที่จะขายให้ในราคาใบละ 75 บาท ซึ่งคาดว่าก่อนที่จะออกรางวัลคงจะขายหมดอย่างแน่นอน.

ที่มา>>>Thairath

‘สมพงษ์’ ไม่เห็นด้วย ชงคำถามประชามติ เผย คำถาม ‘บิ๊กตู่’ อยู่ต่อ วืด!

“สมพงษ์” ไม่เห็นด้วย ชงคำถามประชามติ เผย คำถามให้ “บิ๊กตู่” อยู่ต่อเพื่อให้ร่าง รธน.ผ่านประชามติ วืดตก เหตุเป็นคำถามบุคคล จี้ ให้อิสระรณรงค์รับไม่รับ

วันที่ 1 เม.ย. 59 นายสมพงษ์ สระกวี คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการประชุม สปท.ในวันนี้ (1 เม.ย.) เรื่องการพิจารณาคำถามประชามติ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า โดยส่วนตัวไม่อยากให้เสนอคำถามประชามติ แต่เท่าที่หารือกันใน กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง ที่จะเสนอคือเรื่องเสนอให้ ส.ว.โหวตนายกฯ ได้ และการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง

ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่า จะชงคำถามให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯ ต่อนั้น คำถามนี้ นายวันชัย สอนศิริ โฆษก กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง เป็นผู้เสนอ โดยนายวันชัย ให้เหตุผลว่าขณะนี้ คะแนนนิยมของประชาชนในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ยังดีอยู่ เพราะเชื่อว่า หากเสนอเรื่องนี้พ่วงไปด้วยจะทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็ตกไปในชั้นกรรมาธิการฯ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นคำถามที่เกี่ยวกับตัวบุคคลมากกว่า

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนคำถามเรื่องคณะกรรมการปรองดองนั้น ตนเห็นด้วยว่าน่าจะให้คำถามนี้พ่วงประชามติ เพราะหากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติก็ไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกับข้อเสนอให้ ส.ว.โหวตนายกฯ ได้ ทั้งนี้ เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการปรองดอง เป็นเรื่องที่ต้องทำมานานแล้ว เพื่อลดรอยแผลในชาติที่ถูกละเลยมานาน เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือไม่ นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงความไม่ชัดเจนเรื่องการรณรงค์ร่าง.

ที่มา>>>Thairath

2 ป.6 ร.ร.อนุบาลขอนแก่น สอบโอเน็ตคณิตฯ-อังกฤษเต็ม 100

2 นักเรียนเก่ง ชั้น ป.6 โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น พิชิตข้อสอบโอเน็ต ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ทั้ง คณิตศาสตร์-ภาษาอังกฤษ ท่ามกลางความภูมิใจของผู้ปกครอง เผย เคล็ดลับ ขยันเรียน ขยันอ่าน หมั่นทบทวนความรู้ ไม่เข้าใจตรงไหนให้รีบถามครู…

วันที่ 31 มี.ค.59 นายอภิชาต นาเลาห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมมอบรางวัลพร้อมเกียรติบัตรให้กับนักเรียน ชั้น ป.6 จำนวน 29 คน ที่มีผลการสอบระดับชาติ O-NET ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ มากกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศประจำปีการศึกษา 2558 ในจำนวนนี้ มีนักเรียน 2 คน ที่สอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ทั้งวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ คือ ด.ญ.ศศิธร ใจหมั่น และ ด.ช.ณฐพงษ์ จิระวุฒิพงษ์ โดยมีคณะครูผู้ปกครอง และเพื่อนๆร่วมแสดงความยินดี

ด.ญ.ศศิธร ใจหมั่น เผยว่า ตนเป็นนักเรียนที่เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนปกติ ไม่เคยเรียนพิเศษ ไม่ใช่ห้อง EP (English Program) คิดเพียงว่า เมื่อคุณครูตั้งใจสอน ก็ควรตั้งใจเรียน ไม่เข้าใจให้ถามคุณครู และขยันอ่านทบทวนความรู้ที่เรียนในแต่ละวัน รวมทั้งอ่านวิชาที่จะเรียนในวันต่อไป ซึ่งเมื่อผลสอบ O-NET ออกมา ก็ดีใจ และฝากถึงน้องๆ ที่กำลังเรียนชั้น ป.6 ว่า คุณครูให้ความรู้กับนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่ เราต้องตั้งใจเรียน กล้าคิด กล้าถาม

นักเรียนเก่งทั้ง 2 คน ยังเผยกับผู้สื่อข่าวตรงกันว่า เคล็ดลับในการเรียนการสอบ คือ ตั้งใจเรียนในชั่วโมงที่ครูสอน ทำการบ้าน อ่านหนังสือทบทวนวิชาที่เรียนมา พักผ่อนให้เป็นเวลา เมื่อถึงเวลาสอบก็มีสมาธิ ตั้งใจ และทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

ขณะที่ นายสุรชัย จิระวุฒิพงษ์ อายุ 42 ปี บิดาของ ด.ช.ณฐพงษ์ เผยด้วยความภูมิใจว่า มีอาชีพค้าขาย มีลูกคนเดียว พ่อแม่ต้องค้าขาย ยอมรับว่า ไม่ค่อยมีเวลาสอนการบ้านลูก แต่จะพูดคุยกันตลอดว่า เรียนให้สนุก อย่าเครียด ซึ่งลูกชายได้เรียนในห้อง EP (English Program) ก็เรียนดีมาตลอด กระทั่งถึงการสอบ O-NET ลูกชายได้คะแนนเต็ม 100 ทั้งวิชาภาษาอังกฤษและวิชาคณิตศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

ด้าน ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น กล่าวว่า การที่จะก้าวไปสู่การเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากลนั้น ครูทุกคนต้องทุ่มเทการสอนครบในทุกๆ ด้านให้นักเรียนทุกคน เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ เพื่อให้นักเรียนมีความก้าวหน้า ก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล และมีอนาคตที่ดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

กรธ.แจงเหตุหั่นอายุ สปท. หวังคืนอำนาจปฏิรูป คสช.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผย เปลี่ยนสถานะ สปท. หวังคืนอำนาจปฏิรูปประเทศให้ คสช. ด้าน “อมร” อ้าง เหตุลดการทำงานเพราะซ้ำซ้อนกัน

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า จะบอกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เเล้ว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะอยู่เพียง 120 วัน หรือน้อยกว่านั้น ยังระบุไม่ได้ อำนาจขึ้นอยู่กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วน กรธ.เพียงต้องการเปลี่ยนเเปลงสถานะของ สปท.โดยคืนอำนาจปฏิรูปประเทศไปให้ คสช.ในฐานะผู้เเต่งตั้งมา เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคตใหม่ โดยผ่านกฎหมาย 2 ช่องทาง ที่ คสช.สามารถตัดสินใจได้ คือ มาตรา 266 วรรค 2 ที่ให้หัวหน้า คสช.ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือการทำงานของ สปท. เพื่อให้การปฏิรูปตามหมวด 16 มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ทันทีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ หรือจะเปลี่ยนเเปลงสถานะของ สปท.ตามมาตรา 259 ผ่านกฎหมาย ว่าด้วยเเผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่ต้องดำเนินการภายใน 120 วัน นับตั้งเเต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ดังนั้น สปท.จะมีบทบาทต่อไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ คสช.จะใช้ช่องทางใด

ด้าน นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการลดอายุสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงเหลือ 4 เดือน ว่า กรธ.ได้หารือกันเยอะ ถึงรูปแบบในการทำงานที่ยังไม่เห็นผลการปฏิรูปชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ซึ่งจะต้องมีการเร่งรัด ประกอบกับทางผู้ใหญ่ได้เปรยๆ มาว่า การทำงานของ สปท.ล่าช้า งานบางเรื่องไปซ้ำซ้อนกับเรื่องที่รัฐบาลทำแล้ว เพราะสิ่งที่ สปท.ทำคือ สานต่องานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้งเล่ม ส่วนการออกกฎหมายก็ควรจะเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มากกว่า ดังนั้น กรธ.จึงได้หารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เห็นตรงกันว่า เมื่อเป็นแบบนี้ต้องปรับรูปแบบวิธีการทำงานของ สปท. จนสุดท้ายจึงได้ข้อยุติเรื่องเงื่อนเวลา

ที่มา>>>Thairath

กวาดเกลี้ยงแผง หวยรถเบนซ์บิ๊กตู่! เผยเลขเด็ด รธน. ก็น่ารักน่าลุ้น

ไม่ต้องไปหาเลขท้าย 29-92 ทะเบียนรถเบนซ์กันกระสุนคันใหม่ ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกกวาดเกลี้ยงแผงไปแล้ว แม่ค้าอยากขายแต่ไม่มีให้ขาย นักเสี่ยงโชคยังมีเลขชุดที่เกี่ยวเนื่องกัน รวมทั้งเลขเด็ดจาก กรธ.ให้ได้ลุ้น…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสอบตามแผงขายลอตเตอรี่บริเวณ ถ.เทศบาลดำริ 3 ต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นจุดที่มีพ่อค้าแม่ค้านำลอตเตอรี่มาวางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จากการสังเกตพบว่าได้มีนักเสี่ยงโชคทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ ต่างออกมาซื้อเลข 29 และเลข 92 กันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะเลขดังกล่าวได้ขายหมดตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว (คอหวยตาโต! รถเบนซ์กันกระสุนบิ๊กตู่ ได้ใหม่ 2 คัน เลขทะเบียนเดียวกัน)

จากการสอบถาม นางดารัตน์ มั่นทอง อายุ 55 ปี หรือ ป้าม้วย แม่ค้าขายลอตเตอรี่เล่าให้ฟังว่า บรรยากาศการขายลอตเตอรี่ของงวดนี้ ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมาได้มีนักเสี่ยงโชคออกมาหาซื้อเลข 29 และเลข 92 ซึ่งเป็นเลขเด็ดกันเป็นจำนวนมาก จนเลขดังกล่าวขายหมดเกลี้ยงแผงไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่วันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าก็ยังมีนักเสี่ยงโชคออกมาหาซื้อเลข 29-92 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนรถเบนซ์กันกระสุนคันใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี กันไม่ขาดสาย ซึ่งแม่ค้าก็อยากจะขายแต่ไม่มีให้ขาย

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาว่า เลขเด็ดที่มีการพูดคุย และกะเก็งกันในงวดนี้ นอกจากเลขรถกันกระสุนยี่ห้อเบนซ์คันใหม่ของนายกรัฐมนตรี ทะเบียน 4กด 29 และ 4กต 29 ยังมีรุ่นรถ คือ S600 ราคารถ 78 ล้านบาท รถคันเดิมของนายกฯ ทะเบียน ญค 1881 ยังรวมไปถึงตัวเลขที่ กรธ.นัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 29 มี.ค. เวลา 13.39 น. มีทั้งสิ้น 279 มาตรา 16 หมวด ปรับแก้ไข 88 มาตรา ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะเลือกซื้อ หรือถูกโฉลกกับเลขไหน

ที่มา>>>Thairath

ชงไฟเขียวรถไฟฟ้าเหลือง-ชมพู

ชงไฟเขียว

คมนาคมประเคนเดินรถสายสีเขียวให้ กทม.

คมนาคม ชง ครม.อนุมัติก่อสร้าง “รถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง” วันนี้ (29 มี.ค.) สัปดาห์หน้า ชงเห็นชอบสายสีส้มตะวันออก คาดสิ้นปีนี้ ดันสีม่วงใต้-น้ำเงิน-ส้มตะวันตก เข้า ครม. ได้แน่ พร้อมเซ็นเอ็มโอยูยกเดินรถไฟฟ้าสีเขียวเหนือใต้ “หมอชิต-คูคต แบริ่ง-สมุทรปราการ” ให้ กทม.บริหารจัดการ ขณะที่ “สุขุมพันธุ์” เตรียมให้ประชาชนใช้บริการฟรี 1 สถานี

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าภายในปี 5 ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (29 มี.ค.) กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทางรวม 29.1 กิโลเมตร (กม.) วงเงินงบประมาณ 56,691 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 29.1 กม. วงเงิน 54,644 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการ จะดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี ฟาสต์แทร็ก)

นอกจากนี้ ในการประชุม ครม. วันที่ 5 เม.ย.นี้ รฟม.จะเสนอผ่านกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ ครม. อนุมัติเห็นชอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 21 กม. วงเงินงบประมาณก่อสร้างที่ปรับใหม่เหลือ 92,000 ล้านบาท จากเดิม 94,000 ล้านบาท สาเหตุที่ปรับลดลงเพราะได้ปรับแบบเพื่อให้ใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ก่อนสิ้นปี 59 รฟม.จะเสนอผ่านกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอขออนุมัติจาก ครม. ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระยะเร่งด่วน (เมกะโปรเจกต์) อีก 3 โครงการ คือ 1.รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีม่วง (ม่วงใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กม. วงเงิน 103,000 ล้านบาท โดย รฟม.ได้ปรับแนวเส้นทางใหม่เพิ่มไปอีก 5 กม.ไปสิ้นสุดที่ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม จากเดิมสิ้นสุดที่บางผึ้ง คาดว่าจะผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อเสนอไปยัง ครม.เห็นชอบต่อไป

2.รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม วงเงินราว 85,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับแบบใหม่ และ 3.รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑล 4 วงเงินงบประมาณ 17,000 ล้านบาท ปัจจุบันผ่านการเห็นชอบจากบอร์ด รฟม.แล้ว โดยหลังจากนี้จะเร่งส่งรายละเอียดโครงการให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งทั้ง 3 โครงการถือเป็นโครงการเร่งรัดภายใต้ การดูแลของ รฟม. หากผ่านการเห็นชอบจาก ครม. จะเปิดประกวดราคาจัดหาผู้รับเหมาได้ทันที

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือว่าด้วยแนวทางการดำเนินงาน เซ็นมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการว่า การลงนามเอ็มโอยูนี้ เพื่อให้ กทม.บริหารจัดการเดินรถ รวมทั้งติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณในโครงการรถไฟฟ้าสีเขียวทั้งเส้นทางแทน รฟม. โดยกระทรวงจะรับผิดชอบเฉพาะงานก่อสร้างด้านโยธาเท่านั้น ซึ่งการให้ กทม.ทำหน้าที่เดินรถนั้นเพื่อเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการบริการ

ส่วน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวว่า กทม. จะบริหารจัดการเดินรถ และระบบอาณัติสัญญาณทั้งหมด โดยได้ว่าจ้างผู้บริหารรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้การเดินรถต่อเนื่อง โดยล่าสุดรถไฟฟ้าสีเขียวใต้ ได้ก่อสร้างงานด้านโยธาแล้วเสร็จกว่า 70% แล้ว คาดว่าภายในเดือน ส.ค.นี้ งานก่อสร้างจะสมบูรณ์ มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้ กทม. จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการฟรีก่อน 1 สถานี จนกว่าจะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้งเส้นทาง

“ส่วนอัตราค่าโดยสาร ยืนยันว่าไม่สร้างภาระให้กับประชาชนแน่นอน เพราะเป็นผู้บริหารรายเดิม กำหนดค่าโดยสารที่เป็นธรรม และคิดค่าแรกเข้าระบบตลอดทั้งเส้นทางเพียงครั้งเดียว แต่อาจพิจารณาข้อเสนอการใช้งบประมาณท้องถิ่นจากสภากรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยอุดหนุนค่าโดยสาร ขึ้นอยู่กับปริมาณผู้โดยสารจากที่ประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 100,000 เที่ยวคนต่อวัน แต่อาจมีผู้ใช้บริการมากกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดค่าโดยสารด้วย”

ขณะที่ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการบอร์ด รฟม. กล่าวว่า หลังจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายสายสีเขียวทั้ง 2 ช่วงแล้วเสร็จแล้ว จะทยอยส่งมอบให้ กทม. โดย กทม.ต้องชดใช้คืนค่าก่อสร้างในส่วนของสายสีเขียวใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ วงเงิน 21,000 ล้านบาท ส่วนสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 39,000 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ช่วงประมาณ 60,000 ล้านบาท

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนะกุล ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า ตามแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ กำหนดแล้วเสร็จและเปิดให้บริการปลายปี 62 ส่วนสายสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-คูคต กำหนดแล้วเสร็จและเปิดให้บริการปี 63 ซึ่ง รฟม.จะรับผิดชอบการก่อสร้างทั้งหมด และส่งมอบให้กับ กทม. ที่จะต้องดูแลเรื่องการลงทุนในส่วนของการเดินรถ และระบบอาณัติสัญญาณต่างๆ.

ที่มา>>>Thairath

ดอกฮอพทำเบียร์ เคลียร์โรคมะเร็ง

ดอกฮอพ

นักเคมีของมหาวิทยาลัยไอดาโฮ ที่สหรัฐอเมริกา กำลังจวนใกล้จะสังเคราะห์สารประกอบจากดอกฮอพ หรือสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ทำยาขนานใหม่ในห้องปฏิบัติการ

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าส่วนประกอบของดอกฮอพ เปิดเผยว่า มันมีกรดอัลฟา ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันการอักเสบและโรคมะเร็ง กับกรดเบตา ซึ่งมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ได้มีความหวังว่า จะเกิดความร่วมมือกันระหว่างนักชีววิทยากับนักวิจัยทางแพทย์ เพื่อคิดทำยาป้องกันมะเร็ง และโรคจากการอักเสบต่างๆ ขึ้นได้

ดอกฮอพ มีรสขมใช้สำหรับปรุงเบียร์ และป้องกันไม่ให้บูดง่าย นักวิจัยแจ้งว่า ขณะนี้กำลังเร่งมือค้นคว้ากันอยู่ ได้ผ่านการลองถูกลองผิดมาหลายหนแล้ว และขณะนี้กำลังรู้สึกตื่นเต้นว่า เกือบจะเจออยู่แล้ว.

ที่มา>>>Thairath

เพิ่มเงิน ผวจ.แก้แล้งเป็น 50 ล้าน-รพ.ร้องขาดน้ำนานนับเดือน

แล้ง1

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถานการณ์การเกิดภัยแล้งซ้ำซากในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พบว่ามี 15 อำเภอ จาก 23 อำเภอ ได้แก่ หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ พรหมคีรี พิปูน ลานสกา ชะอวด นาบอน พระพรหม นบพิตำ ถ้ำพรรณรา ปากพนัง เมืองนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ ทุ่งสงและเชียรใหญ่ รวม 100 ตำบล จำนวน 770 หมู่บ้าน จึงให้นายอำเภอทุกแห่งเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประสานกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีมาตรการป้องกัน 3 ด้านด้านน้ำดื่ม น้ำใช้ ด้านการเกษตร และไฟป่า ส่วนการให้ความช่วยเหลือ 8 ด้าน คือ ด้านน้ำเพื่อการเกษตรในเขตชลประทาน ด้านน้ำดื่ม/น้ำประปาในเขตชุมชนและในเขตเทศบาล น้ำอุปโภค-บริโภค นอกเขตชลประทานและทั่วไป ด้านการปฏิบัติการฝนหลวง ด้านไฟป่าและหมอกควัน ด้านไฟไหม้บ้านและเรือกสวนไร่นา ด้านสุขภาพ โรคและเชื้อต่างๆที่มากับความแห้งแล้ง และด้านอาชญากรรมในช่วงหน้าแล้ง

แล้ง2

แจกจ่ายน้ำให้กับชาวบ้านเพื่อบรรเทาภัยแล้ง

นายพีระศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลาง ได้ขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เพิ่มเติมจังหวัดละ 30 ล้านบาท จากเดิมให้จังหวัดละ 20 ล้านบาท รวมเป็นจังหวัดละ 50 ล้านบาท เพื่อให้มีความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงิน สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง ในส่วนของการสร้างฝายมีชีวิตและฝายชะลอน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งจำนวน 6 อำเภอ คือ อ.เมือง ท่าศาลา นาบอน ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ ได้ดำเนินการแล้ว 62 แห่ง ต้องการสร้างเพิ่มเติม 49 แห่ง ส่วนอำเภออื่นๆอีก 17 อำเภออยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจข้อมูล

จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.อ.พิเชษฐ์ หัสดีผง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กล่าวว่า ฉก.จงอางศึก ได้รับการร้องขอจากชาวบ้านหมู่ 6 บ้านหนองกระทิงว่าขาดแคลนน้ำ บางครัวเรือนต้องใช้น้ำฝนที่เก็บไว้ในตุ่มน้ำแทน จึงได้นำรถน้ำแจกจ่ายแต่ละหลังคาเรือนที่ผ่านการสำรวจว่าไม่มีน้ำใช้ ซึ่งแต่ละครัวเรือนต้องการน้ำเก็บสำรองไว้ในภาชนะตั้งแต่ 200-1,000 ลิตร ทำให้แต่ละวันรถน้ำของหน่วยต้องวิ่งถึง 3-5 เที่ยว เพื่อนำน้ำมาช่วยเหลือให้ครอบคลุมผู้เดือดร้อนมากที่สุด ที่ผ่านมา ฉก.จงอางศึกได้แจกน้ำให้ชาวบ้าน อ.กุยบุรี ไปแล้วไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 แสนลิตร นางชิน กลัดแสง อายุ 75 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านหนองกระทิง เปิดเผยว่า ดีใจที่ทหารมาช่วยแจกน้ำ ช่วงนี้อากาศร้อนและไม่มีน้ำ ต้องใช้น้ำฝนที่รอไว้ในปีที่ผ่านมา จนน้ำในตุ้มน้ำที่มีอยู่ทั้ง 6 ตุ่มน้ำหมดเกลี้ยง โชคดีที่ทหารมาแจกน้ำ พอได้ใช้ในชีวิตประจำวันไปได้อีกหลายสัปดาห์

จ.สตูล จากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวล่องแก่งน้ำตกมีคนเข้าไปเที่ยวเล่นน้ำ แช่น้ำคลายร้อน ในส่วนของสัตว์มีวิธีคลายร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะลิงในสวนสาธารณะเขาโต๊ะพญาวัง เขตเทศบาลเมืองสตูล ฝูงลิงจำนวนมากพากันมานั่งตามกิ่งไม้ที่ทอดยาวในลำคลองเพื่อคลายความร้อน บางตัวปีนขึ้นต้นไม้แล้วกระโดดลงน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน ในช่วงเที่ยงและบ่ายที่สภาพอากาศร้อนอบอ้าว ลิงจำนวนมากต่างลงมากินน้ำและว่ายน้ำในคลอง จากที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับนักท่องเที่ยว ในระยะนี้ลิงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามซอกเขา กิ่งไม้และในคลองเพื่อคลายร้อน

จ.กระบี่ นายอนันต์ กาฬปักษี ผอ.แขวงทางหลวงกระบี่ เปิดเผยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอต่างๆได้ร้องขอให้ทางแขวงช่วยเหลือแจกจ่ายน้ำ หลังจากมีประชาชนประสบภัยแล้งขาดแคลนน้ำใช้ในครัวเรือน เนื่องจากประปาหมู่บ้านไม่ไหล บ่อน้ำ สระน้ำและลำคลองสาธารณะแห้งขอด จึงได้จัดรถบรรทุกน้ำของหมวดการทางต่างๆรวม 7 คัน ออกไปประจำตามอำเภอต่างๆใน 7 อำเภอ ยกเว้นเกาะลันตาซึ่งมีสภาพเป็นเกาะ เพื่อให้นำน้ำไปแจกจ่ายตามที่ได้ร้องขอ ขณะนี้ได้รับน้ำจากการประปาส่วน ภูมิภาควันละประมาณ 1 แสนลิตร นำไปแจกจ่ายประชาชนที่เดือดร้อน โดยเริ่มแจกตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าอาจใช้เวลาเป็นเดือนจนกว่าจะมีฝนตก ทั้งนี้ หากประชาชนเดือดร้อนขอให้แจ้งไปที่ อบต. หรือเทศบาลในท้องที่เพื่อประสานมาทางแขวง และหากพบเห็นไฟไหม้ป่าริมทางขอให้แจ้งมาที่แขวงเพื่อออกไปดับไฟด้วย

จ.สุราษฎร์ธานี ตอนสายวันเดียวกัน น.อ.สมใจ ชัยวงศ์ ผบ.กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี ในฐานะ ผอ.ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี สั่งการให้ น.อ.ภูศิษฎ์ ทิมเกิด เสนาธิการกองบิน 7 พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 7 นำรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 2 คันไปช่วยเหลือ รพ.ท่าโรงช้าง ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน ตามการร้องขอของโรงพยาบาล เพื่อนำมาใช้ในระบบสาธารณูปโภคตลอดจนใช้ในทางการแพทย์ หลังจากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งมานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากน้ำบาดาลไม่เพียงพอ สูบน้ำบาดาลได้ชั่วโมงละ 3,000 ลิตร แต่ความต้องการจริงใช้น้ำมากเกือบ 80,000 ลิตรต่อวัน ที่ผ่านมาทางศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 7 สุราษฎร์ธานีนำน้ำมาช่วยเหลือไปแล้ว 36,000 ลิตร แต่ยังไม่เพียงพอ รพ.ท่าโรงช้าง เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ปัจจุบันนี้รองรับผู้ป่วยทั้งในชุมชนและใกล้เคียงกว่า 80 เตียง.

ที่มา>>>Thairath

สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เม.ย. หลังพบว่าแพงเกิน

 * สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เม.ย. หลังพบว่าแพงเกิน *

ราคาอาหาร สนามบินดอนเมือง

สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เมษายนนี้ เป็นของขวัญรับสงกรานต์ หลังพบว่าราคาแพงเกิน บางเมนูพุ่งสูงถึงจานละ 159 บาท

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 พล.อ. วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ตรวจร้านค้าที่สนามบินดอนเมือง เกี่ยวกับกรณีสินค้าราคาแพง ก่อนที่จะเปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบพบว่า อาหารเครื่องดื่มมีราคาสูงกว่าปกติจริง ซึ่งตนได้ขอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้ขอความร่วมมือร้านอาหารแบรนด์ดังและอาหารทั่วไป ลดราคาอาหารลง โดยเฉพาะจุดที่พักคอยของผู้โดยสาร และหน้าประตูก่อนเดินเข้าเครื่องบิน

สำหรับราคาที่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาท จากเดิมที่ตรวจสอบ ราคาสูงถึง 159 บาททีเดียว คาดว่า จะลดราคาได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ไทยแก่ประชาชนที่กลับภูมิลำเนา เหมือนกับการลดราคาน้ำดื่มภายในสนามบิน เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

อนึ่ง หากผู้ประกอบการไม่ทำตาม จะมีความผิดตามมาตรา 29 และ 41 ของกฎหมายกรมการค้าภายใน ที่ห้ามผู้ประกอบการขายสินค้าราคาสูงจนเกินไป บทลงโทษคือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุก 7 ปี
ภาพจาก สปริงนิวส์