เข้าโค้งสุดท้าย ระทึกประชามติอังกฤษ อยู่ต่อหรือตีจาก “อียู”

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เอเอฟพีรายงานว่า บรรดานักลงทุนในตลาดโลกพากันระทึกขวัญกับการลงประชามติของประชาชนในเกาะอังกฤษ ว่าสหราชอาณาจักรจะคงสมาชิกภาพในสหภาพยุโรปหรืออียูต่อไปหรือไม่ ในการลงประชามติวันที่ 23 มิ.ย.นี้ เนื่องจากหากผลออกมาว่าต้องการแยกจากอียูจริง จะส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจของยุโรปและโลกอย่างแน่นอน ขณะที่โพลหลายสำนักสำรวจผลออกมาสูสีมากจนมองไม่ออก แต่เว็บไซต์ของบริษัทรับแทงพนันชื่อดัง 6 แห่งที่มีผู้ร่วมเดิมพันอย่างคึกคัก ต่างเทไปว่ายังอยู่กับอียูต่อไปในอัตราสูงถึงเกือบร้อยละ 80 โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่นางโจ ค็อกซ์ ส.ส.หญิงผู้รณรงค์ให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป ถูกชายคนร้ายคลั่งชาติยิงและแทงเสียชีวิต วันเดียวกัน นายลี กาชิง หรือลี่จาเฉิง มหาเศรษฐีฮ่องกง ผู้รั้งตำแหน่งหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย ร่วมเรียกร้องให้ชาวอังกฤษลงประชามติให้สหราชอาณาจักรคงสถานภาพการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียูต่อไป เพราะหากออกไป จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งยุโรป

เสียงเรียกร้องนี้ตรงกับนายจอร์จ โซรอส เศรษฐีนักลงทุนชื่อดังของโลกที่เตือนว่า อังกฤษอาจพบกับปรากฏการณ์ตลาดหุ้นล่มสลายเหมือนในปี 2535 อีกครั้งหากออกจากอียู

ส่วนนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวอ้อนวอนชาวสหราชอาณาจักรอีกครั้งให้ลงประชามติให้ประเทศอยู่เป็นสมาชิกอียูต่อไป เพื่อเห็นแก่ลูกหลาน และสถานะทางเศรษฐกิจของตนเอง เพราะการออกจากอียู จะทำให้ความเสี่ยงตกอยู่กับอังกฤษ ครอบครัวของชาวอังกฤษ และการมีงานทำของชาวอังกฤษ

“ท่านคิดถึงความหวังและความฝันของลูกๆ หลานๆ ของท่านหรือไม่ ถ้าเราโหวตให้ออกจากอียู มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีก  เราจะออกจากยุโรปตามใจเรา แต่คนรุ่นต่อไปต้องอยู่กับผลลัพธ์ที่ตามมากระนั้นหรือ”  นายคาเมรอนกล่าว ด้านบีบีซีส่งท้ายการรรงค์โค้งสุดท้ายด้วยการจัดโต้วาทีระหว่างฝ่ายที่อยากให้ออก (leave) นำโดยนายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกับฝ่ายที่อยากให้คงอยู่เป็นสมาชิกอียูต่อไป (remain) นำโดยนายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนปัจจุบัน ที่หอการแสดงเวมบลีย์ อารีนา มีผู้เข้าฟังกว่า 6,000 คน มีนายเดวิด ดิมเบิลบี เป็นพิธีกร

ที่มา>>>ข่าวสด

อเมริกาชักจะยุ่ง! ทรัมป์ เจอม็อบต้านเดือดที่แคลิฟอร์เนีย สกัดหาเสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ เจอม็อบชาวอเมริกันต้านรุนแรงแล้ว.. กลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนค้านนโยบายของทรัมป์ เผชิญหน้าตำรวจปราบจลาจล ถึงขั้นลุกฮือฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ปาไข่ใส่ ตร.และกรูเข้าไปในบริเวณด้านหน้าโรงแรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทรัมป์จะมาปราศรัยหาเสียง

เมื่อ 30 เม.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดม็อบชาวอเมริกันต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯขึ้นแล้ว เมื่อกลุ่มผู้ต่อต้านจำนวนหลายร้อยคนได้รวมพลังชุมนุมต่อต้านทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กที่จะมาหาเสียงที่ โรงแรมไฮแอต รีเจนซี ในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย. โดยนอกจากจะเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจลแล้ว มีบางส่วนยังได้กรูฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ที่ตำรวจนำมากั้นบริเวณทางเข้าโรงแรม ขว้างปาไข่ใส่ตำรวจและเข้าไปใช้ทุบทำลายหน้าโรงแรมด้วยความไม่พอใจ

การชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ทำให้การปราศรัยหาเสียงของทรัมป์ต้องเลื่อนล่าช้าออกไป หลังจากเขาและทีมงานได้ขึ้นเฮลิคอปตอร์ มาลงบริเวณใกล้กับโรงแรมและเข้าไปในโรงแรมโดยใช้ประตูด้านข้าง โดยระหว่างกล่าวหาเสียงกับผู้สนับสนุนที่ห้องประชุมในโรงแรมไฮแอต รีเจนซี โดนัลด์ ทรมป์ ยังพูดติดตลกถึงความยากลำบากกว่าที่จะได้เข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ว่า ถือเป็นทางเข้าที่ไม่ง่ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา และทำให้รู้สึกเหมือนกำลังข้ามชายแดนยังไงยังงั้น

ประท้วงต้านโดนัลด์ ทรัมป์

ข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ทรัมป์ หาเสียงอยู่นั้น กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนมาก ยังคงปักหลักประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ต่อต้านจุดยืนของทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก ซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ ในฐานะที่ชาวเม็กซิโกที่ลักลอบเข้าเมืองได้เข้ามาก่อคดีอาชญากรรมและนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศสหรัฐฯ

เผชิญตำรวจปราบจลาจล

ทุบกระจกด้านหน้าโรงแรม

ทั้งนี้ จากนโยบายด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์ ทำให้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันเชื้อสายลาติน ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีประชากรชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิโกจำนวนมาก จึงคาดว่าการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในรัฐแคลิฟอร์เนียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ขณะที่ การเลือกตั้งขั้นต้นในหลายๆ รัฐที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สมัครของพรรครีพับลิกันที่มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด จนทำให้ทรัมป์กล้าจะเรียกตัวเองว่า น่าจะได้เป็นตัวแทนของพรรคไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯปลายปีนี้

ที่มา>>>Thairath

พนง.รัสเซียขับแบ็กโฮทำลายเครื่องบิน เชื่อแค้นถูกไล่ออก (ชมคลิป)

(ภาพ: Youtube/ WorldStarHiPhOpVideos)

สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นรถแบ็กโฮคันหนึ่งกำลังทุบทำลายเครื่องบินโดยสารของสายการบินของรัสเซีย โดยเชื่อว่าเป็นการกระทำของพนักงานที่ต้องการแก้แค้นที่ถูกไล่ออก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พนักงานของสนามบินแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย ก่อเหตุใช้รถแบ็กโฮขนาดใหญ่ทุบทำลายเครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก รุ่น ‘ยัค-40’ ของ ‘ยูทีแอร์’ (UTair) สายการบินสัญชาติรัสเซียจนพังเสียหาย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่รายงานเบื้องต้นระบุว่า เขาแค้นใจที่ถูกไล่ออกจากยูทีแอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพช่วงเวลาเกิดเหตุเอาไว้ได้ โดยภาพแสดงให้เห็นรถแบ็กโฮขนาดใหญ่กำลังทุบทำลายเครื่องบิน ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่บนตัวเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นหนึ่งในผู้ที่โพสต์เอาไว้ใต้คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ระบุว่า การทำลายเครื่องบินที่เห็นนั้น เป็นการทำลายเครื่องบินที่ใช้การไม่ได้แล้วตามแผนการที่วางเอาไว้ และตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ดูเหมือนเครื่องยนต์ของเครื่องบินจะถูกถอดไปแล้วด้วย

ชมคลิปที่นี่

ที่มา>>>Thairath

ไฟไหม้สยองสวนน้ำไต้หวันปีกลาย! ศาลลงดาบแล้ว จำคุกเจ้าของงาน 4ปี10 เดือน

ศาลไต้หวันลงดาบ ตัดสินจำคุก เจ้าขององค์กรจัดอีเวนต์ ‘ปาร์ตี้สี’ เป็นเวลา 4ปี 10เดือน โทษฐานละเลยความปลอดภัย จนนำไปสู่การเกิดไฟไหม้สยอง สวนน้ำฟอร์โมซา วอเตอร์ พาร์ค กลายเป็นทะเลเพลิง กลางปีก่อน ดับสลด 15 เจ็บระนาวกว่า 500

เมื่อ 26 เม.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ศาลไต้หวันตัดสินจำคุกนายหลู ชุง ฉี เจ้าขององค์กรจัดอีเวนต์ ปาร์ตี้สี ‘คัลเลอร์ เพลย์ เอเชีย’ ที่สวนน้ำ ฟอร์โมซา วอเตอร์ พาร์ค ชานกรุงไทเป เป็นเวลา 4 ปี กับ 10 เดือน โทษฐานละเลยความปลอดภัย จนนำไปสู่การเกิดเหตุไฟไหม้สุดสะเทือนขวัญ มีผู้เสียชีวิตสลด 15 ราย และบาดเจ็บกว่า 500 คนเมื่อ 27 มิ.ย. ปีที่ผ่านมา

สำหรับเหตุเพลิงไหม้ในงานปาร์ตี้สีที่สวนน้ำ ฟอร์โมซา วอเตอร์ พาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ในเขตนิว ไทเป เกิดจากฝุ่นสีที่กระจายอยู่ในอากาศ เนื่องจากถูกโปรยลงมาเพื่อให้ตรงกับคอนเซปต์ ปาร์ตี้สีนั้น เกิดการระเบิดขึ้นหลังเกิดปฏิกิริยากับความร้อนจากแสงไฟสปอร์ตไลต์หน้าเวที ขณะผู้คนที่มาเที่ยวสวนน้ำ ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มคนสาวก็กำลังเต้นรำสนุกสนานกันสุดเหวี่ยง ส่งเสียงเชียร์กันดังลั่นเมื่อมีฝุ่นสีทั้งเขียวและเหลืองถูกโปรยลงมาใส่ตัวพวกเขา แต่แล้วทันใดนั้น กลับเกิดไฟลุกไหม้ กลายเป็นทะเลเพลิงโดยไม่มีใครคาดคิด และคนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นไม่มีทางที่จะหลบหนี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นสื่อไต้หวัน รายงานว่า นายหลู ชุง ฉี เจ้าขององค์กรจัดอีเวนต์ ปาร์ตี้สี จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลต่อไปผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ไม่คาดฝัน

สภาพความเสียหายหลังเหตุเพลิงไหม้สยอง

ที่มา>>>Thairath

ระทึก! จนท.มะกันบุกจับคนร้าย โดนลอบยิงเจ็บ 4 คน-ไฟไหม้โรงแรมยับ

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ในรัฐแคนซัส แต่เจ้าหน้าที่ถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บ 4 นายหลังจากเดินทางมาถึง ก่อนเกิดไฟไหม้โรงแรมแห่งนี้จนเสียหายหนัก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตามจับผู้หลบหนี ของสำนักบังคับคดีและบังคับใช้กฎหมาย (U.S. Marshals Service) ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ‘คันทรี คลับ’ ในเมืองโทพีกา รัฐแคนซัส เมื่อคืนวันเสาร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และโรงแรมแห่งนี้ถูกไฟลุกไหม้เสียหายหนัก

ร้อยโท คอลลีน สจวต เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโทพีกา เปิดเผยว่า หลังจากทีมเจ้าหน้าที่เดินทางถึงโมเตลแห่งนี้ ใครบางคนได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่พวกเขา กระสุนถูกเจ้าหน้าที่สำนักบังคับคดีฯ 2 นาย, เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) 1 นาย และเจ้าหน้าที่ซึ่งยังไม่ทราบหน่วยงานอีก 1 นาย แต่ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิตควันไฟพวยพุ่งออกจากโมเตล คันทรี คลับ (ภาพ: WIBW/AP)

ในเวลาเดียวกันก็เกิดไฟลุกไหม้โมเตล คันทรี คลับ โดยเพลิงได้ลุกท่วมโมเตลแห่งนี้นานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งนายไมเคิล มาร์ติน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองโทพีกา บอกกันสำนักข่าว ดับเบิลยูไอบีดับเบิลยู ว่า โมเตลถูกไฟเผาทำลาย แต่ไม่ระบุว่าไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจ หรือเจอผู้เสียชีวิตในกองเพลิงหรือไม่ และไม่แน่ชัดด้วยว่าผู้ต้องสงสัยหลบหนีไปได้ หรือยังอยู่ในโรงแรมที่ถูกเพลิงไหม้

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ นายเครก บีม โฆษกของสำนักบังคับคดีฯ สหรัฐฯ ผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ทั้งเพศ, รูปพรรณ และข้อหาที่ได้รับ โดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างการสืบสวน ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักบังคับใช้กฎหมาย 2 นายที่ได้รับบาดเจ็บสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

ที่มา>>>Thairath

“หัวใจสั่นพลิ้ว” เหตุเส้นเลือดสมองตีบ ภัยเงียบใหม่…ของคนเอเชีย

โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 17 ล้านคน

ในเอเชียแปซิฟิก กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นกลุ่มโรคหลักที่มีความต้องการในการรับบริการทางการแพทย์ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ โดยในปี 2015 มีประชากรเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 8.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2005 ถึง 21% ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพียง 6.8 ล้านคน

ในประเทศไทย ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจราว 6 คน เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในรอบ 10 ปี…

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ มีการแถลงข่าวถึงสถานการณ์ของภาวะโรคหัวใจ และนวัตกรรมยารักษาใหม่ๆที่ประเทศสิงคโปร์ ผศ.นพ.ตัน รู สัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านโรคหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจแห่งสิงคโปร์ บอกว่า ตั้งแต่ปี 1990-2013 สถิติการป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 148.4%จากการศึกษาเรื่อง “The Global Burden of Diseases Study 2013” (GBD 2013) พบว่า ในปี 2013 มีประชากรในแถบเอเชียใต้ เป็นประชากรกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่มีอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ, มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่, มลพิษทางอากาศ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนเมืองคือการนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานทำให้ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้มีการวิจัยที่ชี้ชัดว่าจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นในทศวรรษหน้าโดยในปี 2025 คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 7.8 ล้านคน

คุณหมอตัน บอกว่า อาการที่มักพบร่วมกับอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจคือ ภาวะหัวใจวาย, ภาวะโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือขาดเลือดไปเลี้ยง และภาวะการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ โดยเฉพาะการเกิด Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นความเสี่ยงในลำดับต้นๆที่มักเกิดขึ้นตามมาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในปี 2012 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 46% ที่เสียชีวิตจากการมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น“ในสิงคโปร์เราพบว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบเป็น 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนสิงคโปร์ และในเกาหลีใต้การเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 13.2%ในรอบ 10 ปี” คุณหมอตันบอก

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านโรคหัวใจ ศูนย์โรค หัวใจแห่งสิงคโปร์ ยังบอกด้วยว่า สาเหตุที่มักทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือขาดเลือดไปเลี้ยง ส่วนหนึ่งมาจาก ภาวะหัวใจสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) โดยพบว่าส่วนใหญ่จะมีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดความแปรปรวนของการไหลของโลหิตซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดลิ่มเลือด และลิ่มเลือดเหล่านี้เองที่จะทำให้เกิดการอุดกั้นในสมองและอวัยวะอื่นๆ เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ“ผู้ป่วยที่มีภาวะการเต้นของหัวใจผิดจังหวะและไม่ได้รับการรักษาจะมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบจากการที่มีลิ่มเลือดไปอุดกั้นมากกว่าผู้ป่วยทั่วไปกว่า 5 เท่า ประมาณการว่า 15% ของผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบจะมีภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงจากลิ่มเลือดอุดกั้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” คุณหมอตันอธิบายพร้อมกับให้ข้อมูลด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น มักพบในกลุ่มเพศชาย ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เคยมีประวัติป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

จากการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุในแถบเอเชีย ทำให้มีอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนและโรคเบาหวาน เป็นผลให้สามารถทำนายอัตราการเพิ่มของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าประชากรในแถบตะวันตก มีการประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่มขึ้นถึง 72 ล้านคนในปี 2050 และในจำนวนนี้จะมีผู้ป่วยถึง 2.9 ล้านคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบนพ.ชวน คิท ฟู หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัทไบเออร์ เอเชียแปซิฟิค อธิบายว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบและจะมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้อัตราการตาย ความพิการ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบนั้นจะเสียชีวิตถึง 20% ส่วนจำนวนผู้ที่รอดชีวิตมีจำนวน 60% มีโอกาสที่จะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

คุณหมอคิท ฟู บอกว่า ปัจจุบันการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดีที่สุดคือ การให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ ที่กินแค่วันละครั้ง ต่างจากการให้ยาละลายลิ่มเลือดแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะการเกิดภาวะเลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage)

“ยาตัวใหม่นี้มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2008 เป็นยาที่ใช้ง่ายกว่าและสามารถลดภาวะเสี่ยงการเกิดภาวะเลือดออกในอวัยวะต่างๆได้ ช่วยให้ผู้ป่วยมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการรักษา ไม่ต้องคอยกังวลกับการเจาะเลือด หรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาหลายตัว” คุณหมอคิท ฟู บอกพร้อมกับเสริมว่าในเอเชียแปซิฟิก ยังมีการใช้ยาแบบเก่าค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องไปเจาะเลือดบ่อยๆ และผู้ป่วยเองก็มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมองมากกว่าการใช้ยาตัวใหม่ ซึ่งการที่จะให้มีการตัดสินใจใช้ยาตัวใหม่ จำเป็นที่จะต้องมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจทั้งในส่วนของแพทย์และผู้ป่วยอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ความสะดวกในการเข้าถึงยาและการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย.

ที่มา>>>Thairath

รัฐพิหารในอินเดีย ประกาศห้ามขาย-บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

(ภาพ: AFP)

ทางการรัฐพิหาร ในประเทศอินเดียประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเป็นทางการในวันอังคาร เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเอง และได้รับการสนับสนุนดี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐพิหาร ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ประกาศห้ามขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเต็มรูปแบบ เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเองภายในรัฐ และเดิมวางแผนจะสั่งห้ามอย่างเต็มรูปแบบใน 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายนิติช กุมาร มุขมนตรีรัฐพิหาร ระบุว่าเขาเร่งกำหนดการให้เร็วขึ้นเนื่องจาก การห้ามขายสุราต้มเองได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากตั้งแต่ 4 วันแรกหลังประกาศ จนรัฐบาลพร้อมที่จะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบในทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคมในรัฐพิหาร

การตัดสินใจเร่งกำหนดการห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบของนายกุมารได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกสภารัฐ 243 คน

ทั้งนี้ การห้ามขายแอลกอฮอล์ในรัฐพิหารได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากพวกเธอเชื่อว่าการที่ผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว, การคุกคาม รวมทั้งความยากจน แต่มาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลท้องถิ่นสูญเสียรายได้จากภาษีที่เก็บจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบ 5 หมื่นล้านรูปี

อนึ่ง นอกจากรัฐพิหารแล้ว ยังมีอีก 3 รัฐที่ห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิงคือ รัฐคุชราต, รัฐนาคาแลนด์ และรัฐมณีปุระ

ที่มา>>>Thairath

ญี่ปุ่นไขคดีช็อก คนแก่ตกตึกบ้านพักคนชราดับ 3 คนติด ที่แท้ฝีมือพนักงาน

 * ญี่ปุ่นไขคดีช็อก คนแก่ตกตึกบ้านพักคนชราดับ 3 คนติด ที่แท้ฝีมือพนักงาน *

คนแก่ญี่ปุ่นตกตึก

เผยโฉมหน้าฆาตกรเหี้ยม เบื้องหลังปริศนาคนแก่ตกระเบียงบ้านพักคนชราในญี่ปุ่นดับ 3 รายติดในช่วงเวลาไม่กี่เดือน พบเป็นอดีตพนักงานหนุ่มวัย 23 เจ้าตัวรับ ผมเป็นคนผลักตกเอง

เว็บไซต์เจแปนทูเดย์ มีรายงานในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถไขปริศนาคนชราตกตึกดับ 3 รายติด ที่บ้านพักคนชรา S Amille Kawasaki Saiwaicho ในเมืองคาวาซากิ จังหวัดคานากาว่า ของญี่ปุ่น ได้แล้ว โดยคนร้าย คือ นายยามาโตะ อิมาอิ อดีตพนักงานวัย 23 ปี ซึ่งยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกสอบปากคำกรณีคุณตาวัย 87 ปี ทามิโอะ อุชิซาวะ เหยื่อรายล่าสุดที่ตกลงมาจากระเบียงชั้น 4 เสียชีวิต ว่า “ผมเป็นคนผลักตกเอง”

นายอิมาอิ ยังยอมรับเป็นผู้ผลักหญิงชราอีก 2 ราย ตกลงมาจากระเบียงจุดเดียวจนกันเสียชีวิตในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก่อนหน้าด้วย

เหตุการณ์ฆาตกรรมทั้ง 3 เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2557 โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน หญิงชราวัย 83 ปี ตกจากระเบียงชั้น 4 เสียชีวิต, วันที่ 9 ธันวาคม หญิงชราวัย 96 ปีอีกรายก็ตกลงมาเสียชีวิตจากจุดเดียวกัน ส่วนกรณีของคุณตาทามิโอะ อุชิซาวะ ถูกผลักตกลงมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม

อ่านเพิ่มเติม ญี่ปุ่นไขคดีช็อก คนแก่ตกตึกบ้านพักคนชราดับ 3 คนติด ที่แท้ฝีมือพนักงาน

ไม่มีแตะเบรก! ชายจีนระบายแค้น ขับเก๋งพุ่งชนโครม โชว์รูมขายรถ

ชายจีน

อั้ยหยา!! ชายจีนแบกความแค้นเต็มอก ควบรถเก๋งพุ่งชนโชว์รูมขายรถในกรุงปักกิ่งจนพังยับ โชคดีไม่มีคนเจ็บ สื่อแดนมังกรเผย ชายคนนี้โกรธบริษัทเจ้าของโชว์รูมรถที่ขายรถให้กับเขา แต่ไม่ได้ดีตามที่คุยโวจนถึงขนาดเคยยื่นฟ้องดำเนินดคี…

เมื่อ 16 มี.ค. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุการณ์ระทึก ชายชาวจีนโกรธสุดๆ ขับรถเก๋งสีขาวพุ่งชนโชว์รูมรถยนต์แห่งหนึ่ง ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เต็มแรง จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เดชะบุญไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในจีน เปิดเผยเพียงแค่ว่า ชายผู้นี้ชื่อ นายไป๋ และเขาได้เคยฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัท ออโตโมบาย 4S ซึ่งเป็นเจ้าของโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์แห่งนี้ เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากไม่พอใจที่ขายรถเก๋งคันนี้ให้กับเขา แต่เมื่อนำไปขับจริงๆ แล้ว กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกพอใจกับสมรรถนะของรถเก๋งแต่อย่างใด

จากภาพในกล้องวงจรปิดในโชว์รูมขายรถยนต์ บันทึกไว้เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา และถูกสื่อจีนนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ นายไป๋ ควบรถเก๋งพุ่งชนโชว์รูมชนิดไม่มีแตะเบรก และยังถือเป็นความโชคดีของชายคนหนึ่ง ที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านนอกโชว์รูม และเดินออกไปจากบริเวณนั้นพอดี จึงรอดพ้นจากการถูกรถเก๋งชนไปอย่างฉิวเฉียด

ข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่ทำให้ นายไป๋ มีความโกรธแค้นโชว์รูมแห่งนี้เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากหลังจากเขาได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทขายรถยนต์ออโตโมบาย 4S แล้ว ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่บริษัทได้ โทร.มาข่มขู่ภรรยาของเขาให้ถอนฟ้อง จนเขายอมถอนฟ้องในที่สุด เมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา และด้วยความโกรธสุมอกจึงทำให้นายไป๋ลงมือก่อเหตุรุนแรงไม่คาดคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นายไป๋ ได้มีการโทรศัพท์มาเตือนโชว์รูมแห่งนี้ก่อนหน้าแล้วว่า เขากำลังจะมา ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ที่มา>>>Thairath

สร้างประวัติศาสตร์‘รอยัล บรูไน’! 3 นักบินหญิงสุดเก่ง ขับโบอิ้ง 787 ไปซาอุฯ

นักบิน1

(ภาพจาก Facebook: Royal Brunei Airlines)

เก่งไม่แพ้ผู้ชาย..3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกให้กับสายการบิน ร่วมกันขับและควบคุมเครื่องบินโดยสารลำโต โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ จากบรูไน ไปยังเมืองเจดดาห์ ในซาอุดีอาระเบีย

เมื่อ 16 มี.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเรื่องฮือฮา 3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่บริษัทสายการบิน รอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส ด้วยการขับและควบคุมเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ เที่ยวบิน BI081 ทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานบรูไน ปลายทางเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้หญิง ที่ประจวบเหมาะกับการร่วมเฉลิมฉลองวันชาติของบรูไนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาพอดี

ข่าวแจ้งว่า การสร้างประวัติศาสตร์ของ 3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นหมุดหมายหลักไมล์ครั้งสำคัญของสายการบิน แต่ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง เพราะเครื่องบินโดยสารที่ 3 นักบินหญิงร่วมกันควบคุมนั้น ได้มาลงจอดในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้หญิงยังไม่ได้รับอนุญาต แม้แต่การขับรถยนต์

นักบิน2

ด้านกัปตันหญิงชาริฟา ซารีนา สุเรนี ซึ่งได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นกัปตันหญิงคนแรกของเครื่องบินโดยสารรอยัล บรูไน แอร์ไลน์สเมื่อ 3 ปีก่อน กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ผู้คนมักเห็นผู้ชายทำหน้าที่ควบคุมเครื่องบิน แต่ในฐานะผู้หญิง และเป็นผู้หญิงบรูไน นี่เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ที่แสดงให้ผู้หญิงรุ่นหลังหรือเด็กหญิงทั้งหลายที่มีความฝันว่า สามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้.

ที่มา>>>Thairath