ดราม่าบังเกิด! ทางจักรยานถูกใช้ขายของ เทศกิจจตุจักร จ่อปรับสูงสุด 2 พัน

ผู้ค้าแห่ตั้งร้านค้าบนทางจักรยาน ย่านถนนกำแพงเพชร 3 เทศกิจจตุจักร เผย เตรียมส่ง จนท.ลงพื้นที่ ห้ามผู้ค้าใช้เลนจักรยานขายของ หากพบฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2 พันบาท ด้านตำรวจบางซื่อ จ่อแก้ไขกฎหมายห้ามจอดทับเลนตลอดเส้นทาง…

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 59 มีรายงานว่าผู้ใช้งานสังคมออนไลน์กำลังพากันแชร์ภาพจากสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ปรากฎภาพร้านค้าตั้งขายของภายในเลนจักรยาน โดยผู้โพสต์ระบุว่า “ถ้าทำแล้วผิดวัตถุประสงค์จะทำหาอะไรครับ งบประมาณมากมายทำเสร็จให้ขายของกันหน้าตาเฉย เทศกิจไม่เห็นเหรอครับหรืออะไรบังตาครับ”

จากการตรวจสอบพบว่าภาพที่ปรากฎคือเลนจักรยานบนถนนกำแพงเพชร 3 ติดรั้วตลาดนัดจตุจักร ซึ่งผู้โพสต์ได้ทำการอัพโหลดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (30 เม.ย.) ทำให้เกิดเสียงวิพากษณ์วิจารณ์จำนวนมาก และถูกแชร์ต่อกันออกไปกว่า 2 พันครั้งเอากันแบบนี้เลย ตั้งขายของบนเลนจักรยาน

สายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง นายสุริยา ศรีวโรบล หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขตจตุจักร ได้รับการเปิดเผยว่า ทางจักรยานดังกล่าวเพิ่งสร้างเมื่อประมาณกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเชื่อมจากถนนกำแพงเพชร 3 ไปจนถึงสวนรถไฟ และขณะนี้โครงการยังดำเนินไม่แล้วเสร็จ แต่ภาพที่ถูกโพสต์ร้องเรียนทางเทศกิจจตุจักรไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นในวันเสาร์ (7 พ.ค.) นี้ เตรียมส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจลงพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 20.00 น. เพื่อชี้แจงและห้ามผู้ค้าตั้งร้านค้าหรือสิ่งกีดขวางบนทางจักรยาน พร้อมทั้งเตรียมติตป้ายประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน หากพบว่าผู้ค้าฝ่าฝืนจะบังคับใช้ พรบ.รักษาความสะอาด จับปรับผู้ค้าในข้อหาฝ่าฝืนขาย-จำหน่ายสินค้าบนผิวจราจร มีโทษปรับ 200 – 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเจ้าหน้าที่

นายสุริยา กล่าวต่อว่าทางจักรยานดังกล่าว เดิมที สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) จะจัดทำขึ้นบนทางเท้า แต่กลุ่มผู้ค้าที่ได้รับการผ่อนผันบริเวณดังกล่าวจำนวน 106 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงผู้บริหาร กทม. เพราะได้รับกระทบโดยตรง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ผ่อนผัน ต่อมา สจส.จึงจัดทำช่องทางจักรยานบนถนนโดยมีเครื่องกั้นห้ามรถยนต์เข้าจอด แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จดี จึงมีบางจุดที่รถยนต์จอดทับช่องทางอยู่ หากโครงการเสร็จสมบูรณ์ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องรถยนต์จอดกีดขวางในช่องทางจักรยานผู้ค้าจะมาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเป็นวันที่ตลาดนัดจตุจักรเปิดทำการ

นอกจากนี้ นายสุริยา กล่าวปิดท้ายว่า สจส.มีโครงการทำเลนจักรยานในพื้นที่จตุจักรเพิ่มเติม โดยจะเริ่มจากบนถนนพหลโยธิน ช่วงตลาดนัดจตุจักร ผ่านสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ยาวไปถึงห้าแยกลาดพร้าว จากนั้นวนขึ้นสะพานเข้าสู่ถนนลาดพร้าว แต่ทางจักรยานบนถนนลาดพร้าวจะถูกจัดทำขึ้นบนทางเท้า ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายเทศกิจจตุจักร ได้แจ้งผู้ค้า 36 รายที่อยู่ในเส้นทางแล้ว หากโครงการเริ่มดำเนินการ ทางร้านค้าต่างๆ จะต้องยุติการขายในทันที

ขณะที่ พ.ต.ท.มารุต สุดหนองบัว สว.จร. สน.บางซื่อ เปิดเผยว่า ถนนกำแพงเพชร 3 ปัจจุบันยังบังคับใช้ข้อห้ามจอดรถ ตามวันคู่-วันคี่ แต่หากมีรถยนต์จอดกีดขวางทางจักรยาน ยังไม่สามารถดำเนินการจับปรับได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องห้ามจอดทับทางจักรยานบนถนนสายดังกล่าว ซึ่งหลังจากโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จตลอดสาย จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน.ถนนกำแพงเพชร 3 ปัจจุบันยังคงบังคับใช้กฎหมายห้ามจอดตามวันคู่-วันคี่

ที่มา>>>Thairath

ฝนตกถนนลื่น! คลิปกระบะเสียหลัก พุ่งข้ามเลนพลิกคว่ำ

สังคมออนไลน์ มีการแชร์คลิปเตือนภัยผู้ใช้รถใช้ถนน หลังกระบะคันหนึ่งเสียหลักพุ่งชนกับเพื่อนร่วมทางที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ โดยที่ตัวกระบะเองถึงกับพลิกตะแคงเลยทีเดียว คลิปนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Tung Guy เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เม.ย. บนถนนพหลโยธิน ขาออก ช่วงนวนคร มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร

ซึ่งคุณตังกวย ผู้บันทึกภาพเปิดเผยกับทีมข่าวสายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาเลนซ้ายช่องทางด่วน โดยมองกระจกหลัง ซ้าย ขวา สลับไปมาตลอดเวลา และพบว่ารถกระบะอีซุซุ ดีแม็ก สีขาว คันดังกล่าวขับมาในเลนขวาด้วยความเร็วประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ยังเปิดเผยอีกว่า จังหวะดังกล่าวไม่แน่ใจว่าคนขับรถกระบะสีขาว คิดอะไรอยู่ ระหว่างตัดสินใจแซงจากเลนขวาเข้าเลนกลาง หรือเกิดเปลี่ยนใจจะเข้าช่องคู่ขนานแต่เกิดเสียหลัก แต่จากภาพที่ปรากฎแสดงให้เห็นว่าใช้ความเร็วมาสูงพอสมควรขณะที่มีฝนตก

คลิปนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ว่าหากฝนตกถนนลื่น ควรขับขี่ด้วยระมัดระวัง และใช้ความเร็วที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสภาพยางรถด้วยว่าดอกยางหมดหรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้

ที่มา>>>Thairath

5 วิธีรับมือกับการใช้โน้ตบุ๊ค สำหรับเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ไม่ให้พังก่อนวัยอันควร

กรมอุตุนิยมวิทยาย้ำแล้วย้ำอีกว่าอากาศในบ้านเราเดี๋ยวก็ร้อน ขึ้น ร้อนขึ้น แล้วก็ร้อนขึ้นทำลายสถิตินู่นนี่นั่นบ้าง พระอาทิตย์ตั้งช้างบ้างอะไรบ้าง ยิ่งถ้าได้ลองลองเดินออกนอกชายคาบ้านสักช่วง 11 โมงขี้นไปก็เรียกได้ว่าร้อนนรกแตกอารมณ์ประมาณผิวไหม้กันเลยทีเดียวละครับ

เห็นมั้ยละว่าคนยังแทบไหม้แล้วโน้ตบุ๊คจะเหลืออะไร ยิ่งเมื่อใช้งานหนักๆ และไม่ได้รับการระบายความร้อน หรือบรรยากาศในการใช้งานที่ดีเข้ามาช่วย ก็อาจทำให้เครื่องโน้ตบุ๊กร้อนเร็วขึ้น จนส่งผลให้มีอาการเอ๋อ หน่วง กระตุก แถมมาเจอความร้อนประเทศไทยปี 2016 แบบนี้แล้วละก็อาจจะมีลาโลกก่อนวัยอันควร

ซึ่งบทความนี้ ADBIG จะมาแนะนำ 5 วิธีรับมือกับการใช้โน้ตบุ๊ค สำหรับเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ไม่ให้พังก่อนวัยอันควร กันแบบชิวๆ สบายๆ ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับไปดูกัน!!!

1 หา Cooling Pad มาใช้งาน

เป็นวิธีดับร้อนโน้ตบุ๊กแบบพื้นๆ เบๆ ที่หลายๆ คนคงใช้วิธีนี้กันอยู่บ้างแล้ว แต่จะให้ดี Cooling Pad ที่ใช้ก็ควรจะมีคุณภาพดีกันสักนิดนึงนะครับ เพราะในตัวถูก(หรือแพงบางตัว) พัดลมที่แถมมานั้นลมก็เบ้าเบา แถมเสียง่ายมากๆ แถมเสียงดังอีกต่างหาก อย่างยี่ห้อที่มีคุณภาพแต่ไม่แพงมากก็จะมีอยู่หลายยี่ห้อเเหมือนกันนะครับ อย่างเช่น Belkin และ Cooler Master เป็นต้น นอกจากพวกนี้จะทนทานแล้ว ตัวพัดลมที่ติดมากับเครื่องนั้นก็จะมีรอบพัดลมที่สูง ปรับมุมการจัดวางให้ตรงกับช่องดูดลมได้ และเสียงรบกวนน้อยอีกด้วยครับ แถมยังช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าของจีนที่เป็นขาพลาสติกเยอะเลยละ สำหรับราคาก็มีตั้งแต่ร้อยบาท ไปถึงหลักพันบาททีเดียว ที่นอกเหนือจะช่วยลดความร้อนให้ตัวเครื่องโน้ตบุ๊คได้แล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความลาดเอียง ทำให้เวลาพิมพ์งานสะดวกมากขึ้น และทำให้ไม่ล้าบริเวณข้อมือ และข้อพับ รวมถึงหน้าจอก็จะถูกยกระดับให้สูงขึ้นพอดีกับสายตาอีกด้วยนะครับจะบอกให้maxresdefault

2 หาอะไรมารองโน้ตบุ๊กสักหน่อย

สำหรับคนที่งบน้อย หรือสำหรับบางคนที่ยังหา Cooling Pad ที่หน้าต้องตาโดนใจไม่ได้เลย ผมมีอีกวิธีนึงที่สามารถใช้ได้ดีไม่แพ้กันในการช่วยระบายความร้อนโน้ตบุ๊ค นั่นก็คือการหาอะไรมารองบริเวณด้านล่างของเครื่อง ให้เครื่องสูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลให้ช่วยลดความร้อนได้เป็นอย่างดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาฮาตาริ ฮิตาชิมาช่วยเป่าอัดควบคู่ไปด้วยอีกแรงละก็ Cooling Pad เป็นหมันกันเลยละ ที่รองนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบแล้วแต่งบประมาณครับ อาจจะใช้เป็นยางลบก่อนละ 5 บาท 10 บาท สองก้อนมาวางก็ได้ จะเป็นไม้อัด เป็นก้อนยาง หรือจะเอาทองแท่งมาวางก็ไม่ว่ากันนะครับ ขอแค่ยกตัวเครื่องให้สูงไว้เป็นพอ!!506a363adbd0cb3085001211._w.1500_s.fit_

3 ทำความสะอาดภายในตัวเครื่อง

ถ้าเครื่องเพื่อนๆ เป็นเครื่องแบบ Old School เริ่มที่จะเก๋าใช้งานานต่อเนื่องกันแทบวันต่อวันช่องระบายความร้อน หรือแม้แต่ซอกหลืบต่างๆ ก็อาจะมีเจ้าฝุ่นแสนซนสุดกวนโอ้ยเข้าไปเกาะติด หนึบหนับ อัดแน่นได้ ที่นอกจากจะทำสกปรกแล้ว จะทำให้ระบายความร้อน โดยเฉพาะกับการดูดลม และเป่าลมออกโดยพัดลมระบายความร้อนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้ว ซึ่งเจ้าฝุ่นเจ้ากรรมนี้เองอาจจะไปเกาะที่มอเตอร์พัดลมมากๆ เข้า อาจทำให้พัดลมระบายความร้อนมีปัญหาได้ ซึ่งวิธีแก้ปัญหานั้นก็ไม่ยากครับเพียงแค่เปิดฝาเครื่องด้านล่างออกมาปัด ฝุ่น ใช้โบวเวอร์เป่าลมสักหน่อยก็จำทำให้ระบบระบายความร้อนของเครื่องทำงานได้ดี ขึ้น หรือถ้าเปิดฝาเครื่องด้วยตัวเองไม่ได้จริงๆ ก็สามารถยกเข้าศูนย์ให้เขาช่วยปัดฝุ่นให้ได้เหมือนกันครับ แต่อาจจะมีค่าบริการสักเล็กน้อย แต่ช่วยลดความร้อนได้ก็ถือว่าคุ้มนะจ๊ะIMG_2391

4 เปลี่ยนซิลิโคนการ์ดจอและซีพียู

วิธีนี้เป็นวิธีที่บ้าบิ่นสำหรับพาวเวอร์ยูเซอร์กันสักหน่อยครับ สำหรับผู้ที่ใจกล้ากันเลยทีเดียว เป็นวิธีที่ต่อยอดมาจากการทำความสะอาดภายในตัวเครื่องข้อข้างบน ซึ่งวิธีทำนั้นก็ง่ายๆ คือขัน(สกรูตัวเครื่อง) แกะ(ฝาเครื่อง) ขัน(สกรูที่ล็อคชุดระบายความร้อน) แกะ(ชุดระบายความร้อน) เช็ด(ซิลิโคนเก่า) และ ทา(ซิลิโคน) ครับ โดยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ส่งผ่านระหว่างตัวชิ ปต่างๆ ไปยังชุดระบายความร้อยได้ดีขี้น และเห็นผลได้มากทีเดียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ซิลิโคนระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการ โอเวอร์คล๊อกมาใช้ ความร้อนลดไปได้หลัก 10-20 องศาเลยนะครับ แต่ต้องถ้าให้ถูกหลักแบบไม่หนาเกินไปกันด้วยไม่งั้นจากที่จะเย็นจะไปร้อน กว่าเดิมนะเออ

ซึ่งขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าวิธีนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีวิชาพอตัวนะครับ ไม่แนะนำอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่เพราะอุปกรณ์ภายในเครื่องอาจเสียหายได้ครับ แต่ถ้าใครมีโน้ตบุ๊คที่เสียแล้ว หรือไม่ได้ใช้งาน ก็ลองเอามาลองซ้อมมือกันได้นะครับ ในส่วนของซิลิโคนที่จะเอามาทานั้นก็หาซื้อได้จากร้านอมร หรือจะหาซิลิโคนดีๆ ที่เรียกว่า Thermal Grease ได้เลยครับ จากร้านค้าชั้นนำ หรืออาจจะสั่งทางอินเตอร์เน็ตก็ได้นะครับ สนนราคาก็ตั้งแต่ 40 บาท ไปจนถึง 700 บาท กันเลยทีเดียว แต่ให้แนะนำซิลิโคนอมรก็เห็นความแตกต่างแล้วจ้า

5 หลีกเลี่ยงการใช้งานโน้ตบุ๊คกลางแจ้ง และหาที่ตากแอร์เย็นๆ

แน่นอนว่าอุณหภูมิในร่ม หรือแม้ภายในอาคารนั้นมีความเย็นมากกว่ากลางแจ้งมากเพราะแดดนั้นส่องไม่ถึง ซึ่งถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ทุกท่านที่จะใช้งานโน้ตบุ๊ค หลีกเลี่ยงการใช้โน้ตบุ๊ค รุ่นใหม่ปี 2016 หรือรุ่นเก๋าก็ตาม ในลักษณะของการใช้งานกลางแจ้งครับ เพราะด้วยอากาศที่ร้อนมากๆ อาจทำให้ตัวโน้ตบุ๊คเองมีความร้อนสะสมที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ตัวเครื่องนั้นเข้าสู่ช่วงความร้อนเกินหรือ Over Heat ได้ ที่จะทำให้เครื่องดับลงไปเอง ที่อาจทำให้งานที่เราทำอยู่เสียหายได้ หรือส่งผลทำให้เครื่องพังเลยก็มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เรียกได้ว่าขนาดคนนั่งกลางแดดๆ ยังแทบทนไม่ได้ ฉะนั้นใครจะเปิดเครื่องใช้งานโน้ตบุ๊คก็ควรหาสถานที่ร่มๆ ใต้ต้นไม้ หรือห้องแอร์เย็นๆ ดีกว่าoutdoor-notebook-b300-sunlight-comp_650 ซึ่งถ้าใครคิดไม่ออกว่าจะไปนั่งเย็นๆ ที่ไหนดีโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายนักแนะนำไปนั่งตาม Food Court ในห้างดังๆ เลยละครับ เพราะนั่งฟรี กี่ชั่งโมงก็ได้ แถมยังได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการนั่งเล่นแบบน่าเบื่อๆ ไปนั่งตากลมตามห้างสรรพสินค้า หรือจะไปร้านกาแฟที่มีแอร์เย็นๆ ซื้อกาแฟซักแก้วไปทำงาน เล่นเกมไปก็ได้นะ เรียกได้ว่าดับร้อนได้ทั้งคนทั้งเครื่อง แถมบางทียังอาจะได้ส่องสาวๆ เป็นของแถมอีกด้วยนะครับ คิดซะว่าช่วยโลกร้อน ลดความร้อนของเครื่อง และยืดอายุเครื่องของเราไปในตัว แถมอาจจะได้อาหารตากลับมานอนฝันหวานก็เป็นได้

ที่มา>>>Sanook

ตาค้าง..สนั่นเน็ต!! จนทำให้ “ตั๊กแตน ชลดา” ถึงกับเหงื่อตก เมื่อเห็นแดนซ์เซอร์ของตัวเองเต้นแรงจนสิ่งนี้โผล่ออกมาให้เห็น (มีคลิป)

กลายเป็นที่จับตามองของผู้คนจำนวนมากเมื่อแดนซ์เซอร์ของวง ตั๊กแตน ชลดา ที่มีท่าเต้นสุดแปลกแหวกแหกกันกระจาย จนทำให้เกิดของลับโผล่ งานนี้ทำเอาคนที่มาดูถึงกับตาค้างกันอย่างมาก แต่ที่ทำให้ปวดหัวหนักก็น่าจะเป็นเจ้าของวงนี้ละ ที่ต้องกุมขมับกับท่าเต้นที่แดนซ์เซ่อร์คนนี้เต้น

ที่มา>>>baabin

พาร์กินสัน เทรนด์โรคใหม่ของวัยทำงาน วิจัย “ไม้เท้าเลเซอร์” ช่วยการเดิน

1 ใน 100 ของประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี จะป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน…!!

425 ต่อ 100,000 คือ อุบัติการณ์การเกิดโรคพาร์กินสันในประเทศไทย…!!

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า พาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากอัลไซเมอร์….ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่แค่อุบัติการณ์การเกิดโรคที่มีอัตราสูงเท่านั้น แต่ปัจจุบันแนวโน้มของการพบผู้ป่วยพาร์กินสันในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุที่มีมากถึง 14.9% ของประชากรทั้งประเทศ

และที่น่าตกใจยิ่งกว่า ล่าสุด ก็คือ 8% ของผู้ป่วยพาร์กินสันตรวจพบว่ามีอาการของโรคก่อนอายุ 40 ปี…

นั่นหมายความว่า “พาร์กินสัน” ได้เปลี่ยนจากการเป็นโรคในผู้สูงอายุ มาสู่กลุ่มคนในวัยกลางคนและวัยทำงานเพิ่มมากขึ้น

คุณหมอรุ่งโรจน์ บอกว่า พาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมอย่างช้าๆของสมอง เดิมจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากความผิดปกติของความเสื่อมในระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่เด่นชัดที่สุดของผู้ป่วยโรคนี้ คือ การเคลื่อนไหว ในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีปัญหาเคลื่อนไหวช้าและเดินติด มีอาการสั่น แข็งเกร็ง และที่คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงก็คือ อาการนอนละเมอ ดมกลิ่นได้น้อยลง ท้องผูกเรื้อรัง และซึมเศร้า โดยภาวะซึมเศร้าเป็นอาการจิตเวชที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้“ผู้ป่วยโรคนี้กว่าครึ่งประสบปัญหาภาวะการเดินติดขัด เวลาเริ่มเดินจะเหมือนกับก้าวเท้าไม่ออก ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะอ่อนแรงของร่างกายแต่เป็นการสั่งงานของสมอง ปัญหาการเดินติดจะทำให้ผู้ป่วยล้มได้ง่าย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ในบางครั้งการปรับยาพาร์กินสันอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา” คุณหมอรุ่งโรจน์บอก

“ไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดิน” หนึ่งในนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน…ที่คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันคิดค้นขึ้น

หลักการทำงานของ ไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดิน จะใช้แสงเป็นตัวกระตุ้น โดยมีสวิตช์อยู่ตรงปลายไม้เท้าด้านที่สัมผัสพื้น เมื่อเปิดสวิตช์ก็สามารถที่จะใช้งานได้ทันที เพียงแค่ผู้ป่วยกดปลายไม้เท้าลงที่พื้นก็จะปรากฏแสงเลเซอร์ขวางหน้า โดยแสงที่เกิดขึ้นจะไปกระตุ้นให้ผู้ป่วยเดินได้ดีขึ้นหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ บอกด้วยว่า ด้านปลายไม้จะมีเซ็นเซอร์เป็นตัวผลิตแสงเลเซอร์ เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาการเดินติด ก็จะกดน้ำหนักลงบนไม้เท้า ทำให้เซ็นเซอร์ผลิตแสงเลเซอร์ออกมาเป็นแนวขวางทางด้านหน้าของผู้ป่วย เพื่อกระตุ้นสายตาทำให้ผู้ป่วยเดินก้าวข้ามไปได้ ซึ่งการเดินติดเป็นปัญหาสำคัญมาก ผู้ป่วยคาดคะเนไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด บางครั้งผู้ป่วยอาจจะเดินติดในระหว่างข้ามถนน ไม้เท้านี้จึงช่วยให้ผู้ป่วยเดินคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า “CU walker หรือ กล่องกระตุ้นการเดินอัจฉริยะ” มีลักษณะเป็นกล่องขนาดเล็กติดไว้บริเวณเข็มขัด มีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ แสง เสียง และ สั่น โดยส่วนของแสงใช้กระตุ้นทางสายตาเมื่อกดสวิตช์จะเห็นแสงเลเซอร์ในแนวนอนฉายไปยังพื้น สั่นเพื่อกระตุ้นด้วยการสัมผัส และส่ง เสียงสัญญาณเป็นจังหวะตามความถี่ที่ตั้งค่าไว้เพื่อความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน

นอกจากนี้ อุปกรณ์อัจฉริยะที่ว่านี้ยังสามารถส่งสัญญาณเสียงเมื่อกดปุ่ม หรือส่งข้อความผ่านบลูทูธให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยในการติดตามตัว หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วยหกล้ม ผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต สามารถใช้งานได้ดีกับผู้ป่วยที่ยังสามารถเดินหรือยืนได้ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะดูแลตนเองในการเคลื่อนไหวให้ได้อย่างใจคิดและเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัยแม้ในขณะที่ไม่ได้ทานยาคุณหมอรุ่งโรจน์ บอกว่า งานวิจัยไม้เท้าเลเซอร์สามารถช่วยผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีปัญหาการเดินติดขัดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่า ผู้ป่วยมีจำนวนครั้งที่เดินติดขัดลดลง สามารถเพิ่มระยะก้าวและเพิ่มความเร็วในการเดิน อีกทั้งยังพบด้วยว่าผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคมาก เดินได้ดีกว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของโรคน้อย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยพาร์กินสันที่ได้เข้าร่วมโครงการและใช้ไม้เท้าเลเซอร์ในชีวิตประจำวันแล้วกว่า 200 คน

สำหรับโรคพาร์กินสัน นอกจากจะมีอาการเรื่องของการเดินติดขัดแล้ว ยังพบว่า ผู้ป่วยมักมีอาการสั่นที่มือหรือที่ขา แขน กราม และช่วงบริเวณ ใบหน้า อาการเกร็งที่ขาและแขน เสียการทรงตัว มีปัญหาในเรื่องของการพูด เคี้ยวกลืนอาหารยากกว่าคนปกติ เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อเส้นประสาทไม่ประสานกัน อารมณ์แปรปรวน มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ชอบฝันร้าย ฯลฯ

สาเหตุของโรคนี้นอกจากการได้รับสารเคมีที่เป็นการทำลายเส้นประสาทแล้ว มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า การขาดกรดโฟลิกเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากพันธุกรรม โดยพบว่าผู้ที่มีญาติสายตรงคนหนึ่งเป็นพาร์กินสัน จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า การเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย การกินยาจิตเวช ฯลฯ.

ที่มา>>>Thairath

อเมริกาชักจะยุ่ง! ทรัมป์ เจอม็อบต้านเดือดที่แคลิฟอร์เนีย สกัดหาเสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ เจอม็อบชาวอเมริกันต้านรุนแรงแล้ว.. กลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนค้านนโยบายของทรัมป์ เผชิญหน้าตำรวจปราบจลาจล ถึงขั้นลุกฮือฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ปาไข่ใส่ ตร.และกรูเข้าไปในบริเวณด้านหน้าโรงแรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทรัมป์จะมาปราศรัยหาเสียง

เมื่อ 30 เม.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดม็อบชาวอเมริกันต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯขึ้นแล้ว เมื่อกลุ่มผู้ต่อต้านจำนวนหลายร้อยคนได้รวมพลังชุมนุมต่อต้านทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กที่จะมาหาเสียงที่ โรงแรมไฮแอต รีเจนซี ในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย. โดยนอกจากจะเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจลแล้ว มีบางส่วนยังได้กรูฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ที่ตำรวจนำมากั้นบริเวณทางเข้าโรงแรม ขว้างปาไข่ใส่ตำรวจและเข้าไปใช้ทุบทำลายหน้าโรงแรมด้วยความไม่พอใจ

การชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ทำให้การปราศรัยหาเสียงของทรัมป์ต้องเลื่อนล่าช้าออกไป หลังจากเขาและทีมงานได้ขึ้นเฮลิคอปตอร์ มาลงบริเวณใกล้กับโรงแรมและเข้าไปในโรงแรมโดยใช้ประตูด้านข้าง โดยระหว่างกล่าวหาเสียงกับผู้สนับสนุนที่ห้องประชุมในโรงแรมไฮแอต รีเจนซี โดนัลด์ ทรมป์ ยังพูดติดตลกถึงความยากลำบากกว่าที่จะได้เข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ว่า ถือเป็นทางเข้าที่ไม่ง่ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา และทำให้รู้สึกเหมือนกำลังข้ามชายแดนยังไงยังงั้น

ประท้วงต้านโดนัลด์ ทรัมป์

ข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ทรัมป์ หาเสียงอยู่นั้น กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนมาก ยังคงปักหลักประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ต่อต้านจุดยืนของทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก ซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ ในฐานะที่ชาวเม็กซิโกที่ลักลอบเข้าเมืองได้เข้ามาก่อคดีอาชญากรรมและนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศสหรัฐฯ

เผชิญตำรวจปราบจลาจล

ทุบกระจกด้านหน้าโรงแรม

ทั้งนี้ จากนโยบายด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์ ทำให้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันเชื้อสายลาติน ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีประชากรชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิโกจำนวนมาก จึงคาดว่าการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในรัฐแคลิฟอร์เนียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ขณะที่ การเลือกตั้งขั้นต้นในหลายๆ รัฐที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สมัครของพรรครีพับลิกันที่มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด จนทำให้ทรัมป์กล้าจะเรียกตัวเองว่า น่าจะได้เป็นตัวแทนของพรรคไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯปลายปีนี้

ที่มา>>>Thairath

อุตุฯ เตือน 36 จว. ‘พายุฤดูร้อน’ ถล่มหนัก! หลายพื้นที่บ้านเรือนพังยับ

อุตุฯ ประกาศเตือน ฉ.10 “พายุฤดูร้อน” 36 จว. “เหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก” ระวังฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บตกบางพื้นที่ ทั้งนี้ในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบบ้านเรือนพังเสียหาย จนท.ที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยผู้ประสบภัย…

ประกาศกรมอุตุฯ ฉ.10 เตือน พื้นที่ 36 จว. “เหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 เม.ย. 59 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน” ฉบับที่ 10 ในช่วงวันที่ 29-30 เมษายน 2559 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดหลายพื้นที่ โดยจะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง และมีลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร ร้อยเอ็ด ยโสธร ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วยพายุถล่ม ทำสิ่งปลูกสร้างเสียหาย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา คือ ในช่วงวันที่ 29-30 เมษายน 2559 เกิดเนื่องจากความแตกต่างของมวลอากาศ โดยบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ซึ่งเป็นมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนจัดบริเวณประเทศไทยตอนบน

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 29 เมษายน 2559 เวลา 17.00 น.

พายุฤดูร้อนถล่มอุบลฯ ปั๊มน้ำมัน บ้านพังกว่า 150 ครอบครัว

ด้าน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อคืนที่ผ่านมา (28 เม.ย. 59) ส่งผลให้เขตเทศบาลตำบลห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พายุลมแรงได้พัดหลังคาและตัวอาคารบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามสองฟากถนนทางหลวงหมายเลข 226 วารินชำราบ-กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พังเสียหาย 100 หลังคาเรือน เสาไฟฟ้าหักโค่นกว่า 7 ต้น และยังมีปั๊มน้ำมัน ปตท. ตั้งกวงคิมบริการ ถูกแรงลมพัดตัวอาคารปั๊มน้ำมัน เสียหายได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนไม่สามารถเปิดให้บริการได้ฤทธิ์พายุฤดูร้อน

นายอลงกต วรกีร์ นายอำเภอวารินชำราบ กล่าวว่า ตนได้สำรวจความเสียหายจากพายุฤดูร้อนภายในอำเภอวารินชำราบ พบมีพื้นที่ถูกพายุพัดบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายทั้งหมด 7 ตำบล 22 หมู่บ้าน 229 ครัวเรือน ประกอบด้วย ต.ห้วยขะยุง ต.ศรีไค ต.ธาตุ ต.ท่าลาด ต.บุ่งหวาย ต.สระสมิง และต.คูเมือง โดย ต.ห้วยขะยุง ได้รับความเสียหายหนักสุด 120 ครัวเรือน เบื้องต้นทางเหล่ากาชาด และอำเภอได้มาตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือและลงทะเบียนผู้ได้รับความเดือดร้อน พร้อมมอบถุงยังชีพช่วยเหลือเบื้องต้น ขณะที่กำลังพลทหาร จาก มทบ.22 มาช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าก็มาเร่งติดตั้งเสาไฟฟ้าที่หักโค่นไป คาดว่าภายในเวลา 18.00 น. วันนี้ (29 เม.ย. 59) ชาวบ้านห้วยขะยุง จะกลับมาใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ

พายุฤดูร้อนพัดถล่ม จ.บึงกาฬ ยับ! เสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่น 27 ต้น

ขณะที่ จังหวัดบึงกาฬ เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มทั้ง 8 อำเภอสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนราษฎรทั้งต้นไม้หักโค่นทับบ้าน ลมพัดหลังคาบ้านพังเสียหายไปหลายร้อยหลัง ที่ รพ.บึงกาฬ ต้นพญาสัตบรรณขนาด 2 คนโอบ หักโค่นลงปลายต้นไม้เฉียดกับตึกหลังคลอดไปพอดิบพอดีสร้างความหวาดเสียวทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้ เจ้าหน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจความเสียหายเบื้องต้น เพื่อรายงานให้กับ นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้รับทราบเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไปสภาพความเสียหายที่จ.บึงกาฬ

นอกจากนี้ลมพายุยังพัดถล่มต้นไม้ข้างทางไปทับเสาไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายจากสถานีย่อยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้ามายังตัวเมืองบึงกาฬหักโค่นทั้ง 2 ฝั่งซ้าย-ขวาหักโค่นไป 27 ต้น ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมืองบึงกาฬตั้งแต่ตี 2 จนถึง 10 โมงเช้า ทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานราชการหลายแห่งไม่สามารถเปิดระบบคอมพิวเตอร์เข้าทำงานและให้บริการประชาชนได้ นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้ทั้งโทรศัพท์มือถือเครือข่ายต่างๆ ก็ล่มไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำประปาที่สูบขึ้นมาจากแม่น้ำโขง เครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าก็หยุดสูบไปโดยปริยาย ส่วนธุรกิจเอกชนทั้งห้างร้าน ธนาคาร ตลอดจนเซเว่นร้านสะดวกซื้อต้องปิดให้บริการ ปั๊มน้ำมันต้องปิดจำหน่าย เป็นอัมพาตทั้งเมือง ด้านนายสมชาติ มูลศรี ผจก.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบึงกาฬเปิดเผยว่า ได้เร่งระดมทีมช่างเข้าซ่อมแซมเปลี่ยนเสาแรงสูงขนาด 14 เมตรอย่างเร่งด่วน คาดว่าจะเปิดจ่ายไฟฟ้าให้แล้วเสร็จก่อนเที่ยงวันนี้ เพื่อให้บริการประชาชนและหน่วยงานราชการได้มีไฟฟ้าใช้

ที่มา>>>Thairath

ญาติคนหายเข้าตรวจ DNA เทียบกระดูกสุสานเผานั่งยางอุดรฯ

ตำรวจอุดรธานี สอบปากคำญาติผู้สูญหาย มอบ พฐ. เก็บดีเอ็นเอเทียบกระดูกสุสานเผานั่งยาง ขณะน้องชายหญิงถูกเมีย ตร. อุ้มฆ่าปี 52 แต่หาศพไม่เจอ โร่ตรวจด้วย ตั้งความหวังอาจมีศพพี่สาว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 เม.ย. 59 ที่อาคารกลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.อุดรธานี ญาติผู้สูญหายที่แจ้งความจำนงขอตรวจดีเอ็นเอ เพื่อเทียบกับเศษกระดูกถูกเผานั่งยาง ในป่าสงวนแห่งชาติป่ากุดจับ บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี โดยมี พ.ต.อ.บรรจบ สีหานาวี ผกก.สอบสวน กลุ่มงานสอบสวน ภ.จ.อุดรธานี นำพนักงานสอบสวน 9 นาย สอบปากคำญาติผู้สูญหาย ก่อนให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.อุดรธานี เก็บดีเอ็นเอจากเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม ผม และเล็บ เพื่อนำไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับเศษกระดูกที่เก็บได้จำนวน 8 จุดตำรวจอุดรธานี สอบปากคำญาติผู้สูญหาย มอบ พฐ. เก็บดีเอ็นเอเทียบกระดูกสุสานเผานั่งยาง

ทั้งนี้ มี นายสุริชัย ชมพูวิเศษ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 192 หมู่ 5 ต.กุดผึ้ง อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู น้องชายของ นางกุหลาบ อินทร์ศรี อายุขณะเสียชีวิต 48 ปี อยู่เลขที่ 464/277 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่ถูกทำร้ายและอุ้มหายจากบ้านพักตำรวจ สภ.บ้านเทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 52 ต่อมาวันที่ 8 ม.ค. 53 ตำรวจจับกุม นางเยาวลักษณ์ โฆษิต อายุ 48 ปี ภรรยาตำรวจเจ้าของบ้านพัก โดยรับสารภาพว่าโกรธแค้นที่ผู้ตายมาติดพันสามี และยังซัดทอดว่าจ้างตำรวจ 60,000 บาท อุ้มไปฆ่าทิ้ง แต่หาศพไม่พบ ต่อมาได้แจ้งข้อหาตำรวจ 2 นาย แต่คดีศาลยกฟ้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ไม่พบศพ นางกุหลาบ ซึ่งญาติมีความหวังว่าอาจจะถูกนำมาเผาที่นี่ จึงมาขอตรวจดีเอ็นเอด้วย.ประชาชนที่สงสัยว่า กระดูกที่พบอาจเป็นญาติตัวเอง เข้าพบจนท.ตำรวจเพื่อตรวจสอบ

ที่มา>>>Thairath

ออร่าฟุ้งกระจาย !! “น้องแบม จิดาภา” นางฟ้าลูกยางไทยวัย 14 ปี น่ารักใสๆ ทำเอาหนุ่มไทย แชร์กันว่อนเน็ต

เรียกว่าหนุ่มๆ พากันแชร์ภาพของน้อง “แบม จิดาภา” นักบอลเลย์สาววัย 14 ปี กันว่อนโลกโซเชียลเลยล่ะจ้า ก็น้องเขาทั้งเก่ง ทั้งน่ารัก โดนใจชายไทยขนาดนี้ถือว่าเป็นสาววัยใส ที่โดนใจหนุ่มๆ เป็นอย่างมาก สำหรับน้อง “แบม จิดาภา” นักบอลเลย์สาววัย 14 ปี ก็ด้วยออร่าความน่ารัก ใสๆ บวกกับความสามารถที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ หนุ่มๆก็อดใจไม่ไหวที่จะแชร์ภาพของน้องแบมกันอย่างว่อนโลกโซเชียล ว่าแต่น้องจะน่ารักขนาดไหน มีภาพมาให้ชมกัน

เป็นกำลังใจให้จ้า เป็นกำลังใจให้จ้า  สู้ๆ นะคะสู้ๆ นะคะ ใครๆ ก็ชอบเธอใครๆ ก็ชอบเธอ จริงจังสุดๆจริงจังสุดๆ ความสามารถยอดเยี่ยมไปเลย ความสามารถยอดเยี่ยมไปเลย  ทั้งน่ารัก ทั้งเก่ง ทั้งน่ารัก ทั้งเก่ง  หุ่นดี แข็งแรง หุ่นดี แข็งแรง  สวยใส สวยใส  ขอขอบคุณข้อมูลจาก :FB: แบม Jidapa Nahoanong-VB fanpage

ที่มา>>>baabin

พบแล้วศพนักประดาน้ำ! จมเขื่อนรัชชประภา ญาติจุดธูปบอก ตะลึงลอยขึ้นมาเอง

(เครดิตภาพจากกู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี)

เจอแล้วศพเด็กหนุ่มนักประดาน้ำ จมเขื่อนรัชชประภา หลังผ่านไป 5 วัน เข้าสู่วันที่ 6 ญาติจุดธูปบอกกล่าว ขอขมาพระแม่คงคา ขอให้ช่วยเปิดทาง ศพลอยขึ้นมาเองตรงจุดที่งมหามาตลอด 5 วัน ส่วนพ่อเฒ่าคนขับเรือยังไม่พบ…

จากอุบัติเหตุเรือท่องเที่ยวชนเรือขนาดเล็กของชาวบ้านที่กำลังลากจูงไม้ไผ่ ภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นายประจิตร สายเสมา อายุ 69 ปี จมน้ำหายไป ส่วนนางประจบ ตาดำ อายุ 67 ปี ภรรยาปลอดภัย แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อชุดประดำน้ำ นำโดย นายกิตติศักดิ์ บุญมานนท์ หัวหน้าหน่วยกู้ภัย และนักประดาน้ำ 4 คน ดำลงไปค้นหาผู้สูญหาย แต่ทุ่นด้านบนเกิดหลุด ทำให้นักประดาน้ำโผล่ขึ้นจากน้ำขึ้นมาแค่ 3 คน ส่วน นายชยุตม์ ทิพย์ชิต อายุ 21 ปี ได้สูญหายไป(อ่านข่าว ยังค้นหาต่อ ร่างสูญหาย เขื่อนรัชชประภา ญาติทำพิธีขอขมาพระแม่คงคา)จนท.เร่งนำศพนักประดาน้ำขึ้นฝั่ง ยังเร่งหาอีกร่างที่จมน้ำ แล้วยังหาไม่พบ

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ภายหลังการค้นหาทั้ง 2 ศพที่จมน้ำ เข้าสู่วันที่ 6 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้าครอบครัวและญาติๆ ได้ร่วมกันจุดธูปขอขมาพระแม่คงคา พร้อมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเปิดทางเปิดตา ก่อนที่ชุดค้นหาจะลงไปงมค้นหาต่อ

แต่จู่ๆ ศพของ นายชยุตม์ ทิพย์ชิตหรืองซัน ได้ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำเอง ในสภาพยังสวมสุดประดาน้ำ มีถังอากาศติดที่หลัง ร่างกายเริ่มเน่าเปื่อยเพราะจมอยู่ใต้น้ำนานหลายวัน สร้างความแปลกใจให้กับครอบครัวและทีมค้นหา เนื่องจากจุดที่ศพลอยขึ้นมานั้น ตลอดทั้ง 5 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ก็งมค้นหาตรงจุดนี้อยู่แล้ว แต่กลับไม่พบจนท.พบศพนักประดาน้ำแล้ว ที่จมเขื่อนรัชชประภา สุราษฎร์ฯ หลังญาติจุดธูปบอกแล้วศพลอยขึ้นมาเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัย และทีมนักประดาน้ำ ได้ช่วยกันนำร่างนายชยุตม์ขึ้นมา ส่วนศพของ นายประจิตร สายเสมา คนขับเรือเล็ก ยังไม่พบ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ละความพยายาม จะยังคงค้นหาต่อไปจนกว่าจะเจอ.

ที่มา>>>Thairath